ไม่ใช่เจ้าของก็ฟ้องบุกรุกได้! ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาชี้ชัด “ผู้เช่า” มีสิทธิครอบครอง

ไม่ใช่เจ้าของก็ฟ้องบุกรุกได้! ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาชี้ชัด “ผู้เช่า” มีสิทธิครอบครอง

          ความเข้าใจผิดอย่างหนึ่งในคดีอาญาที่มักเกิดขึ้นอยู่เสมอคือความคิดที่ว่า บุคคลที่จะเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ได้นั้น จะต้องมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์เท่านั้น จนทำให้ผู้เช่าบ้าน ผู้เช่าตึกแถว หรือผู้เช่าที่ดินจำนวนมากเกิดความลังเลใจเมื่อถูกเพื่อนบ้านหรือบุคคลภายนอกมารุกล้ำ ขุดเจาะ หรือก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างล้ำเข้ามาในแนวเขตที่ตนเองกำลังครอบครองใช้ประโยชน์อยู่ เพราะเกรงว่าตนเองไม่ใช่เจ้าของโฉนดและจะไม่มีอำนาจดำเนินคดี แต่แท้จริงแล้วในหลักกฎหมายอาญามิได้จำกัดความคุ้มครองไว้เพียงแค่สิทธิในกรรมสิทธิ์เท่านั้น หากยังมุ่งคุ้มครองความสงบเรียบร้อยและอำนาจครอบครองอย่างเป็นปกติสุขของผู้ที่อยู่จริงอีกด้วย

          บรรทัดฐานสำคัญระดับประวัติศาสตร์ที่วางหลักเรื่องนี้ไว้อย่างเด็ดขาดคือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1355/2504 โดยที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา ซึ่งมีที่มาจากคดีที่โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยในข้อหาบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 จากเหตุการณ์ที่จำเลยได้เข้าไปทำรั้วและสร้างกันสาดรุกล้ำเข้ามาในที่ดินที่นายฟองเช่ามาจากวัดคงคาสวัสดิ์ ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยมีความผิดและพิพากษาปรับ 200 บาท

          แต่ในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ด้วยเหตุผลทางตัวอักษรของกฎหมายว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 บัญญัติว่า ผู้ใดเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเพื่อถือการครอบครอง หรือเข้าไปกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ "ของเขา" โดยปกติสุข ศาลอุทธรณ์จึงตีความคำว่า "ของเขา" ในตอนท้ายว่าหมายถึง "ผู้อื่น" ซึ่งเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ในตอนแรกเท่านั้น เมื่อนายฟองเป็นเพียงผู้เช่าที่ดินจากวัด มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ จึงไม่อาจเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานบุกรุกได้

          ข้อโต้แย้งเรื่องการตีความตัวบทดังกล่าวส่งผลให้คดีขึ้นสู่การพิจารณาของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ซึ่งได้ร่วมกันวินิจฉัยชี้ขาดว่า แม้การพิจารณาเฉพาะถ้อยคำในตัวบทของมาตรา 362 อาจทำให้เกิดความเข้าใจไขว้เขวจากการใช้คำว่า "ของเขา" ว่าต้องหมายถึงเจ้าของอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น แต่แท้ที่จริงแล้วเจตนารมณ์ของบทบัญญัติมาตรานี้มีความหมายแยกออกเป็นสองตอนอย่างชัดเจน โดยตอนแรกมุ่งคุ้มครองการรบกวนกรรมสิทธิ์

          ส่วนในตอนที่สองมุ่งคุ้มครองการรบกวนสิทธิครอบครอง ซึ่งการเข้าไปกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ ย่อมหมายความรวมถึงการรบกวนการครอบครองโดยปกติสุขของ "ผู้เช่า" ด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะผู้เช่าคือผู้ที่ได้รับสิทธิครอบครองอสังหาริมทรัพย์ที่เช่ามาโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น ผู้เช่าจึงมีสถานะเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายที่มีอำนาจร้องทุกข์หรือดำเนินคดีอาญาเอาโทษแก่ผู้บุกรุกได้ด้วยตนเอง แต่เนื่องจากศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงตามคำฟ้องว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ ศาลฎีกาจึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และส่งสำนวนคืนให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

          คำพิพากษาของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาฉบับนี้จึงเป็นหลักหมุดสำคัญในระบบกฎหมายอาญาไทยที่ยืนยันว่า สิทธิในการอยู่อาศัยและครอบครองทำกินของผู้เช่าได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเต็มเปี่ยม ใครก็ตามที่เข้ามารบกวน ข่มขู่ หรือสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเข้ามาในเขตพื้นที่ที่เช่าไว้ ผู้เช่าไม่จำเป็นต้องรอให้เจ้าของที่ดินตัวจริงมาเป็นคนฟ้องร้อง แต่สามารถใช้สิทธิของตนเองในฐานะผู้เสียหาย แจ้งความดำเนินคดีอาญาข้อหาบุกรุกต่อเจ้าพนักงานตำรวจ หรือตั้งทนายความฟ้องคดีต่อศาลเพื่อดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดได้ทันที

 

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer

Visitors: 678,398