เขียนสัญญาว่ามัดจำ แต่จ่ายเงินวันหลัง กฎหมายไม่ถือเป็นมัดจำ และริบเงินไม่ได้
เขียนสัญญาว่ามัดจำ แต่จ่ายเงินวันหลัง กฎหมายไม่ถือเป็นมัดจำ และริบเงินไม่ได้
ในแวดวงการทำสัญญา ไม่ว่าจะเป็นสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน การซื้อขายผลผลิตทางการเกษตร หรือธุรกิจทั่วไป คู่สัญญามักมีความเข้าใจว่า ข้อความที่เขียนระบุไว้ในกระดาษสัญญาว่าเป็น "เงินมัดจำ" ย่อมมีผลทางกฎหมายเป็นมัดจำเสมอ และหากฝ่ายผู้ซื้อเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ฝ่ายผู้ขายย่อมมีสิทธิริบเงินจำนวนนั้นได้ทันทีตามอำเภอใจ แต่ในทางกฎหมาย ความสมบูรณ์ของเงินมัดจำไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อเรียกในสัญญาเพียงอย่างเดียว หากขึ้นอยู่กับ "ช่วงเวลาที่มีการส่งมอบเงิน" ให้แก่กันด้วย
ประเด็นข้อพิพาทนี้ได้รับการวินิจฉัยชี้ขาดไว้อย่างชัดเจนในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2478/2565 คดีนี้โจทก์ได้ทำสัญญาตกลงซื้อผลลำไยล่วงหน้าจากสวนของจำเลย โดยในสัญญาคู่กรณีได้ระบุข้อความไว้ว่า โจทก์ได้ให้เงินมัดจำแก่จำเลยเป็นเงิน 1,000,000 บาท แบ่งชำระเป็นงวดๆ ซึ่งงวดแรกกำหนดชำระในวันทำสัญญาจำนวน 500,000 บาท ทว่าในวันลงนามทำสัญญาจริง โจทก์กลับมิได้มอบเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยในทันที แต่ได้นำเงินสดจำนวน 500,000 บาท มามอบให้แก่จำเลยในภายหลังหลังจากวันทำสัญญาผ่านไปแล้ว
ต่อมาเมื่อคนงานของโจทก์เข้าเก็บเกี่ยวผลลำไยได้มูลค่าเพียง 76,165 บาท และเกิดข้อพิพาทเรื่องการเก็บผลผลิตจนมีการเลิกสัญญา โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินส่วนต่างที่เหลือจำนวน 423,835 บาท คืนจากจำเลย แต่จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงมีสิทธิริบเงิน 500,000 บาท ที่รับไว้ทั้งหมดในฐานะการริบเงินมัดจำตามกฎหมาย
ศาลฎีกาได้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 มาพิจารณาวินิจฉัยอย่างเคร่งครัด โดยกฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจนว่า "เมื่อเข้าทำสัญญา ถ้าได้ให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ..." ซึ่งมีความหมายในทางนิติศาสตร์ว่า เงินหรือสิ่งของที่จะถือเป็น "มัดจำ" ตามกฎหมายได้อย่างแท้จริงนั้น จะต้องเป็นสิ่งที่คู่สัญญาได้ส่งมอบและให้ไว้แก่กัน "ในขณะหรือในวันทำสัญญา" เพื่อเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญานั้นได้ทำกันขึ้นแล้ว และเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา
เมื่อข้อเท็จจริงในคดีปรากฏอย่างชัดเจนว่า แม้ในสัญญาระบุว่าจะจ่ายเงินมัดจำงวดแรก 500,000 บาท ในวันทำสัญญา แต่ในวันทำสัญญานั้นโจทก์มิได้ส่งมอบเงินให้แก่จำเลยแต่อย่างใด คงนำเงินมามอบให้จำเลยในวันหลัง เงินจำนวน 500,000 บาทดังกล่าว จึงหาใช่เงินมัดจำตามความหมายของกฎหมายไม่ แต่มีสถานะเป็นเพียงเงินค่าซื้อผลลำไยล่วงหน้าที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยไว้ล่วงหน้าเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ แม้หากจะฟังได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาในเวลาต่อมา จำเลยก็หามีสิทธิที่จะริบเงินจำนวนดังกล่าวในฐานะเป็นการริบเงินมัดจำได้ไม่ และจำเลยต้องคืนเงินส่วนต่างที่เหลือให้แก่โจทก์
คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญและเป็นอุทาหรณ์เตือนใจผู้ประกอบการรวมถึงประชาชนทั่วไปว่า การร่างสัญญาโดยระบุถ้อยคำว่า "มัดจำ" ไว้ในเอกสารเพียงอย่างเดียวไม่อาจคุ้มครองสิทธิในการริบเงินได้ หากในวันทำสัญญาจริงไม่มีการส่งมอบเงินหรือทรัพย์สินให้แก่กันในทันที เงินที่โอนหรือจ่ายให้ในวันถัดไปจะกลายสภาพเป็นเพียงการ "ชำระหนี้ล่วงหน้าบางส่วน" เท่านั้น ซึ่งหากเกิดการผิดสัญญาและเลิกสัญญากัน คู่สัญญาจะต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมและต้องคืนเงินก้อนนั้น จะนำมาอ้างสิทธิริบเป็นของตนเองเหมือนเงินมัดจำไม่ได้เด็ดขาด
ปรึกษากฎหมายโทร
ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer
สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi
หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z
สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn
หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap
www.closelawyer.co.th
ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer








