ขโมยบัตรเอทีเอ็มไปกดเงิน ศาลชี้เป็นความผิดสองกรรมแยกจากกัน

ขโมยบัตรเอทีเอ็มไปกดเงิน ศาลชี้เป็นความผิดสองกรรมแยกจากกัน

           ในการพิจารณาคดีอาญา หลักการเรื่อง "กรรม" หรือการกระทำความผิดถือเป็นหัวใจสำคัญที่กำหนดว่าผู้กระทำความผิดจะต้องรับโทษหนักเบาเพียงใด หลายคนอาจเข้าใจว่าการแอบขโมยบัตรเอทีเอ็มของคนอื่นแล้วเดินไปกดเงินสดที่ตู้เอทีเอ็มต่อเนื่องกันทันที น่าจะเป็นความผิดเพียงกระทงเดียวเพราะมีเป้าหมายเดียวคือการเอาเงินของผู้เสียหาย แต่ในทางกฎหมาย ศาลฎีกาได้รื้อฟื้นและวางแนวทางการตีความเจตนาไว้อย่างละเอียดในคำพิพากษาฎีกาที่ 664/2569 เพื่อชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวประกอบไปด้วยเจตนาที่แยกออกจากกันอย่างชัดเจน

            ชนวนเหตุของคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อจำเลยได้แอบลักบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต (KDEBIT) ของผู้เสียหายไป หลังจากได้บัตรมาไว้ในครอบครองแล้ว จำเลยก็นำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ใบนั้นไปทำรายการเบิกถอนเงินสดที่ตู้เอทีเอ็มของธนาคารเพื่อถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายเป็นจำนวน 25,000 บาท ต่อมาเมื่อถูกจับกุมและส่งฟ้องต่อศาล จำเลยได้ให้การรับสารภาพตามข้อกล่าวหา

            คดีนี้มีประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องต่อสู้กันไปจนถึงศาลสูงในเรื่องการนับจำนวนกรรมของการกระทำความผิด โดยศาลอุทธรณ์เคยพิจารณาและมองว่าพฤติกรรมทั้งหมดของจำเลยตั้งแต่ขโมยบัตรไปจนถึงกดเงินสดออกมา เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่พนักงานอัยการโจทก์เห็นต่างและยื่นฎีกาว่าการกระทำดังกล่าวควรแยกเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ซึ่งผลลัพธ์ในการนับกรรมนี้ส่งผลต่อกำหนดโทษจำคุกที่จำเลยจะได้รับโดยตรง

            เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณา ศาลฎีกาได้วิเคราะห์และแยกแยะเจตนาของจำเลยในแต่ละช่วงเวลาออกมาอย่างชัดเจน โดยศาลท่านอธิบายว่า ในก้าวแรกที่จำเลยแอบลักเอาบัตรเดบิตของผู้เสียหายไปนั้น การกระทำนี้ถือเป็นความผิดสำเร็จในตัวเองทันทีนับตั้งแต่บัตรพ้นจากการครอบครองของผู้เสียหาย ซึ่งความผิดในขั้นตอนนี้เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ได้แก่ ความผิดฐานลักทรัพย์และฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188

            จากนั้น เมื่อจำเลยได้บัตรไปแล้วและนำบัตรใบดังกล่าวไปกดเงินสดที่ตู้เอทีเอ็ม ศาลฎีกามองว่านี่คือ "เจตนาอีกอันหนึ่ง" ที่เกิดขึ้นใหม่และสามารถแยกต่างหากจากเจตนาแรกได้อย่างชัดเจน การนำบัตรไปกดเงินจึงกลายเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ และฐานลักทรัพย์เงินสดในเวลากลางคืน โดยศาลฎีกายังได้แถมแง่มุมกฎหมายที่น่าสนใจไว้อีกว่า เมื่อจำเลยได้ลงมือ "ใช้" บัตรกดเงินไปแล้ว ความผิดฐาน "มีไว้เพื่อนำออกใช้" ย่อมถูกเกลื่อนกลืน (หรือนับรวมซ้อน) เข้าไปอยู่ในการกระทําความผิดฐานใช้บัตรนั้นเอง ไม่ต้องแยกออกมาลงโทษซ้ำซ้อนอีกกระทงหนึ่ง

             ด้วยเหตุผลนี้ ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ โดยตัดสินว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน กรรมแรกคือการลักบัตรและเอาเอกสารของผู้อื่นไป ให้ลงโทษบทหนักที่สุดคือฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ส่วนกรรมที่สองคือการนำบัตรไปกดเงินสดและลักทรัพย์เงินสด ให้ลงโทษบทหนักที่สุดคือฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นชำระค่าสินค้าหรือเบิกถอนเงินสด ส่งผลให้จำเลยต้องถูกลงโทษจำคุกและปรับแยกเป็นรายกระทงความผิดเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนของการกระทำ

             คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้จึงเป็นบรรทัดฐานที่ย้ำเตือนให้เห็นว่า ในทางกฎหมายอาญา แม้พฤติการณ์จะดูเหมือนเกิดขึ้นต่อเนื่องกันในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่ถ้าหากการกระทำนั้นสามารถแยกแยะช่วงเวลาและเจตนาออกจากกันได้ชัดเจน กฎหมายก็จะมองแยกเป็นความผิดคนละกรรมและลงโทษเรียงกระทงไป เพื่อให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษทัณฑ์ที่เหมาะสมกับพฤติกรรมทุจริตในทุกๆ ขั้นตอน

 

ปรึกษากฎหมายโทร
ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer
สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi
หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z
สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn
หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap
www.closelawyer.co.th
ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer

Visitors: 666,790