ลูกแอบเอามอเตอร์ไซค์ไปแว้น ศาลฎีกาตัดสิน แม่ซ่อนกุญแจไม่ดีเท่ากับรู้เห็นเป็นใจ
จากกรณีสะเทือนใจที่เด็กวัย 11 ปี แอบนำรถของพ่อออกไปขับจนชนพระธุดงค์เสียชีวิต นำมาสู่ปมกฎหมายสำคัญว่า เด็กจะต้องรับโทษอย่างไร และพ่อแม่ต้องร่วมรับผิดชอบแค่ไหน ในทางคดีอาญาเคยมีบรรทัดฐานที่พฤติการณ์คล้ายกันตาม คำพิพากษาฎีกาที่ 5857/2543 ซึ่งวางหลักเฉียบขาดเกี่ยวกับหน้าที่ของปกครองในการดูแลบุตรหลานและจัดเก็บกุญแจรถ เพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ทุกบ้านได้เข้าใจข้อกฎหมายนี้ร่วมกันครับ
ลูกแอบเอามอเตอร์ไซค์ไปแว้น ศาลฎีกาตัดสิน แม่ซ่อนกุญแจไม่ดีเท่ากับรู้เห็นเป็นใจ
ปัญหาเด็กและเยาวชนรวมกลุ่มกันแต่งรถซิ่งและแข่งรถในทางสาธารณะ (เด็กแว้น) ถือเป็นปัญหาสังคมร้ายแรงที่สร้างความเดือดร้อนรำคาญและอันตรายแก่ผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างมาก ในทางกฎหมาย นอกจากตัวเด็กจะโดนโทษจำคุกและปรับแล้ว ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดอย่าง "รถจักรยานยนต์" ก็มักจะถูกศาลสั่งริบให้ตกเป็นของแผ่นดินด้วย
ความลำบากจึงมักตกอยู่กับพ่อแม่ผู้ปกครองที่เป็นเจ้าของรถตัวจริง ที่ต้องไปยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอรถคืนโดยอ้างว่า "ลูกขโมยไปแว้นเอง พ่อแม่ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วย" ทว่า คำพิพากษาฎีกาที่ 5857/2543 ได้วางแนวการตีความคำว่า "รู้เห็นเป็นใจ" ของคนเป็นพ่อแม่ไว้อย่างเฉียบขาดและลึกซึ้ง ซึ่งเป็นอุทาหรณ์เตือนสติผู้ปกครองทุกบ้านว่า การอ้างว่าซ่อนกุญแจแล้วอาจยังไม่เพียงพอในสายตาของกฎหมายครับ
คดีนี้สืบเนื่องมาจากพนักงานอัยการ (โจทก์) ได้ฟ้องเอาผิดจำเลยซึ่งเป็นเยาวชน ในข้อหาหนักหลายกระทง ทั้งขับรถโดยไม่มีใบขับขี่, ร่วมกันแข่งรถในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต, ใช้รถที่ไม่มี พ.ร.บ., ไม่สวมหมวกกันน็อก และใช้รถที่มีอุปกรณ์ไม่ครบ ศาลชั้นต้นตัดสินลงโทษจำคุก 2 เดือน (รอลงอาญา 1 ปี) ปรับเงิน 14,750 บาท และมีคำสั่งให้ "ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง" ให้ตกเป็นของแผ่นดินทันที
ต่อมา ผู้ร้อง ซึ่งเป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอคืนรถจักรยานยนต์คันดังกล่าว โดยอ้างว่าตนเองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง และไม่ได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจกับการออกไปแข่งรถของลูกชายเลยแม้แต่น้อย
ศาลล่างทั้งสอง (ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์) ทำการไต่สวนแล้วเห็นตรงกันว่า แม้รถจะเป็นของผู้เป็นแม่จริง แต่พฤติการณ์ถือว่าแม่มีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วย จึงพิพากษายกคำร้องไม่ยอมคืนรถให้ คุณแม่จึงต้องยื่นฎีกาต่อศาลสูงเพื่อสู้คดีทวงรถคืนเป็นด่านสุดท้าย
ในชั้นศาลฎีกา คุณแม่ได้เบิกความต่อสู้คดีว่า ลูกชายของตนขับมอเตอร์ไซค์เป็นก็จริงแต่ขับไม่ค่อยเก่ง ในวันเกิดเหตุตนกับสามีได้ขับรถยนต์ออกไปทำธุระข้างนอก โดยจอดมอเตอร์ไซค์ทิ้งไว้ในบ้านและนำกุญแจไปซ่อนไว้ในลิ้นชักโต๊ะอย่างมิดชิดแล้ว แต่ลูกชายกลับถือวิสาสะแอบค้นลิ้นชักและขโมยกุญแจออกไปขับแข่งเอง ตนจึงไม่มีทางทราบเรื่องได้เลย
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวได้พิจารณาพฤติการณ์อย่างละเอียดและวินิจฉัยหักล้างข้อต่อสู้ของคุณแม่ใน 2 ประเด็นหลักอย่างเฉียบคม
ประเด็นแรก เรื่องความใส่ใจของพ่อแม่ ศาลฎีกาชี้ว่า การที่จำเลยสามารถนำรถของกลางออกไปขับแข่งในสนามซิ่งกับกลุ่มเพื่อนได้ ย่อมแสดงให้เห็นในตัวอยู่แล้วว่า จำเลยขับรถจักรยานยนต์เป็นและขับได้อย่างชำนาญ (ขับเก่ง) การที่คุณแม่เบิกความว่าลูกชายขับไม่เก่ง บ่งชี้ว่าคนเป็นพ่อแม่ไม่เคยสนใจดูแลเอาใจใส่สอดส่องพฤติกรรมของบุตรเท่าที่ควร จนไม่รู้ว่าลูกตัวเองมีทักษะความสามารถไปถึงขั้นแข่งรถได้แล้ว
ประเด็นที่สอง เรื่องการเก็บรักษาทรัพย์สิน ศาลฎีกาเพ่งเล็งไปที่ความหนาแน่นในการป้องกัน โดยระบุว่า ไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้ร้องได้ใส่กุญแจล็อกลิ้นชักที่วางกุญแจรถไว้ให้เรียบร้อยหนาแน่น การเอาไปวางไว้ในลิ้นชักเปล่า ๆ ที่ใครก็เปิดได้ จึงเป็นเหตุให้จำเลยสามารถเข้าถึงและนำกุญแจพร้อมรถจักรยานยนต์ออกไปขับขี่ได้โดยง่าย
บรรทัดฐานเด็ดขาดของศาลฎีกา พฤติการณ์ที่พ่อแม่ปล่อยปละละเลยไม่สอดส่องพฤติกรรมของลูก และละเลยการจัดเก็บกุญแจรถให้ปลอดภัยจากการหยิบฉวยของเด็กเช่นนี้ ในทางกฎหมายถือได้ว่า "ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยแล้วโดยปริยาย" เมื่อถือว่ารู้เห็นเป็นใจ เจ้าของรถจึงหมดสิทธิ์ที่จะใช้ช่องทางกฎหมายเพื่อขอคืนทรัพย์สินของกลาง ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนให้ยกคำร้องและริบรถคันดังกล่าวให้ตกเป็นของแผ่นดินอย่างถาวร
คำพิพากษาฉบับนี้เป็นกระบอกเสียงเตือนใจพ่อแม่ผู้ปกครองอย่างดีว่า ในคดีที่มีการริบของกลางที่เด็กนำไปใช้กระทำความผิด กฎหมายอาญาเปิดช่องให้เจ้าของแท้จริงมาขอคืนได้ก็ต่อเมื่อ "ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วย" เท่านั้น
แต่คำว่า "ไม่รู้เห็นเป็นใจ" ไม่ใช่แค่การปฏิเสธปากเปล่าว่าไม่รู้ไม่เห็น แต่คนเป็นพ่อแม่ต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นด้วยว่า ตนเองได้ใช้ความระมัดระวังและทำหน้าที่ผู้ปกครองอย่างเต็มที่แล้วในการป้องกันไม่ให้เหตุร้ายเกิดขึ้น หากจอดรถทิ้งไว้ในบ้าน แต่แขวนกุญแจไว้ข้างฝา วางไว้บนโต๊ะกินข้าว หรือใส่ลิ้นชักที่ไม่ได้ล็อกกุญแจ แม้ปากจะบอกว่าห้ามแล้วหรือแอบหยิบไปเอง ศาลก็อาจมองว่าคุณทำหน้าที่หละหลวมและจงใจเปิดโอกาสให้เด็กนำรถไปสร้างความเดือดร้อน จนต้องสูญเสียทรัพย์สินราคาแพงไปในที่สุดครับ
ปรึกษากฎหมายโทร
ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer
สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi
หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z
สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn
หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap
www.closelawyer.co.th
ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer








