เช่าที่ดินทำไร่ แต่แอบขุดดินไปขายผิดลักทรัพย์หรือยักยอก

เช่าที่ดินทำไร่ แต่แอบขุดดินไปขายผิดลักทรัพย์หรือยักยอก

(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 755/2527)

          ในสัญญาก่อให้เกิดสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ เช่น การเช่าบ้านหรือการเช่าที่ดินเพื่อทำประโยชน์ กฎหมายย่อมให้สิทธิผู้เช่าในการเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินที่เช่านั้นเพื่อใช้สอยตามสัญญา ข้อกฎหมายนี้ทำให้หลายคนมักเข้าใจผิดว่า ในเมื่อผู้เช่าเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินอยู่แล้ว หากผู้เช่าแอบนำทรัพย์สินนั้นหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของทรัพย์สินไปขายโดยทุจริต การกระทำดังกล่าวพึงจะมีความผิดเพียงฐานยักยอกทรัพย์เท่านั้น เพราะเป็นการเบียดบังทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของตนเองไป แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 755/2527 (โดยมติที่ประชุมใหญ่) ได้วางบรรทัดฐานและคำอธิบายชวนคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนสภาพของทรัพย์สิน ซึ่งส่งผลให้พฤติการณ์ดังกล่าวกลายเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ที่มีบทลงโทษหนักกว่า

          ข้อเท็จจริงในคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อ จำเลยที่ 1 ได้ตกลงทำสัญญาเช่าที่ดินของโจทก์เพื่อวัตถุประสงค์ในการทำไร่ ทว่าในระหว่างที่สัญญาเช่ายังมีผลอยู่นั้น จำเลยที่ 1 กับพวกกลับกระทำการเกินขอบเขตสัญญา โดยการร่วมกันลักขุดเอาหน้าดินจากที่ดินแปลงที่เช่านั้นใส่รถบรรทุกไปขายให้แก่บุคคลอื่น (จำเลยที่ 2) โดยมีเจตนาเอาไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริต เมื่อโจทก์ทราบเรื่องจึงได้นำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ โดยจำเลยให้การปฏิเสธและสู้คดีในประเด็นเรื่องสิทธิครอบครอง

          เมื่อข้อพิพาททางอาญานี้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่ได้ร่วมกันวินิจฉัยและวางแนวคิดในการตีความประเภทของทรัพย์สินไว้อย่างลึกซึ้ง โดยอธิบายว่า โดยทั่วไปแล้วเป็นความจริงที่ผู้เช่าย่อมเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินที่เช่า แต่สำหรับการเช่าที่ดินนั้น สิ่งที่คู่สัญญาตกลงส่งมอบและยินยอมให้ครอบครองใช้สอยกัน คือทรัพย์สินในสภาพที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ (ทรัพย์สินที่ติดอยู่กับที่ดินในสภาพธรรมชาติ)

จุดเปลี่ยนสำคัญในทางกฎหมายเกิดขึ้นทันทีเมื่อที่ดินถูกขุดขึ้นมา ศาลฎีกาชี้ว่า เมื่อเศษดินหรือหน้าดินเหล่านั้นถูกขุดและตักแยกออกจากผืนดินเดิม ดินเหล่านั้นย่อมแปรสภาพจากอสังหาริมทรัพย์กลายเป็นสังหาริมทรัพย์ (ทรัพย์สินที่สามารถเคลื่อนย้ายได้) ในทันที ซึ่งเมื่อมันแปรสภาพไปแล้ว ย่อมส่งผลให้ดินที่ถูกขุดขึ้นมานั้น ถือไม่ได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เช่า ตามสัญญาอีกต่อไป

          ผลลัพธ์ทางกฎหมายจากการเปลี่ยนสภาพของทรัพย์สินเช่นนี้ มีผลต่อสิทธิครอบครอง อย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ เมื่อดินที่ถูกขุดขึ้นมาไม่ใช่ทรัพย์สินที่เช่าตามสัญญา สิทธิครอบครองในดินก้อนนั้นจึงไม่ได้โอนไปอยู่กับผู้เช่าด้วย แต่อำนาจการครอบครองยังคงสถิตอยู่กับผู้ให้เช่าซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินอย่างสมบูรณ์ ดังนั้น การที่ผู้เช่าขุดดินขึ้นมาแล้วขนย้ายเอาไปขายโดยทุจริต จึงมิใช่การเบียดบังทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของตน (ยักยอก) หากแต่เป็นพฤติการณ์ในการ เอาทรัพย์สินของผู้อื่นไปจากความครอบครองของผู้อื่นโดยทุจริต ศาลฎีกาจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(7) ยืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำคุกจำเลยโดยไม่รอลงอาญา

          คำพิพากษาศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ฉบับนี้ จึงเป็นบรรทัดฐานและข้อเตือนใจที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้เช่าที่ดิน รวมถึงนักกฎหมายในการปรับบทความผิด เพราะตอกย้ำให้เห็นว่า สิทธิการครอบครองในสัญญาสิทธิการเช่านั้นมีขอบเขตจำกัดอยู่เฉพาะทรัพย์สินตามสภาพที่ระบุไว้ในสัญญาเท่านั้น หากผู้เช่าไปทำการเปลี่ยนแปลงสภาพของทรัพย์สินจนแปรสภาพจากอสังหาริมทรัพย์มาเป็นสังหาริมทรัพย์เพื่อหวังเอาไปขาย ความเป็นผู้ครอบครองจะสิ้นสุดลงทันที และกรรมสิทธิ์รวมถึงความครอบครองจะยังคงอยู่กับเจ้าของทรัพย์เสมอ การก้าวล่วงข้อจำกัดนี้จึงเท่ากับการเดินเอาขาข้างหนึ่งเข้าไปอยู่ในเรือนจำด้วยข้อหาลักทรัพย์อย่างไม่อาจปฏิเสธได้ครับ

 

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว

 

 

 

Visitors: 665,988