รับโอนหนี้มาทีหลัง มีสิทธิฟ้องเพิกถอนลูกหนี้ที่โอนถ่ายทรัพย์สินหนีหนี้หรือไม่

รับโอนหนี้มาทีหลัง มีสิทธิฟ้องเพิกถอนลูกหนี้ที่โอนถ่ายทรัพย์สินหนีหนี้หรือไม่

(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3107/2568)

          ปัญหาที่สร้างความหนักใจให้แก่เจ้าหนี้อยู่เสมอในการบังคับชำระหนี้ คือการที่ลูกหนี้รู้ตัวว่ากำลังจะถูกฟ้องร้องบังคับคดี จึงชิงจังหวะยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นการโอนบ้าน ที่ดิน หรือรถยนต์ให้แก่บุตรหลานและเครือญาติ เพื่อหลบเลี่ยงไม่ให้เจ้าหนี้สามารถยึดทรัพย์เหล่านั้นมาบังคับชำระหนี้ได้ ซึ่งในทางกฎหมาย เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อขอ "เพิกถอนการฉ้อฉล" หรือเพิกถอนนิติกรรมอำพรางเหล่านั้นเพื่อให้ทรัพย์สินกลับมาเป็นของลูกหนี้ดังเดิม

          แต่ประเด็นข้อกฎหมายที่น่าสนใจและถือเป็นบรรทัดฐานใหม่ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3107/2568 คือ หากผู้ที่นำคดีมาฟ้องไม่ใช่เจ้าหนี้ตั้งแต่แรก แต่เป็นเพียง "ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง" หรือผู้ที่รับซื้อหนี้มาจากบุคคลอื่น ผู้รับโอนสิทธิดังกล่าวจะมีสิทธิฟ้องเพิกถอนการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินที่ลูกหนี้แอบกระทำไว้ก่อนที่จะมีการโอนหนี้ได้หรือไม่

          ข้อเท็จจริงในคดีนี้มีความซับซ้อนอันเกิดจากความพยายามในการกระจายทรัพย์สินของลูกหนี้ โดยเริ่มต้นจากโจทก์ในคดีนี้เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องความเป็นเจ้าหนี้มาจากบุคคลอื่น และได้ทำการฟ้องร้องลูกหนี้เพื่อเรียกให้ชำระหนี้เงินกู้จำนวนกว่า 15 ล้านบาท ทว่าในระหว่างที่ถูกฟ้องร้องและก่อนหน้านั้น ลูกหนี้ได้ทำการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินหลายรายการ โดยได้โอนที่ดินแปลงหนึ่งให้แก่บุตรของตนแบบให้เปล่า จากนั้นบุตรก็นำไปขายต่อให้แก่น้องสาวของลูกหนี้ และน้องสาวก็นำที่ดินไปจำนองกับธนาคาร นอกจากนี้ ลูกหนี้ยังได้โอนที่ดินอีกแปลงให้บุตรแล้วนำไปขายต่อให้บุคคลภายนอก รวมถึงมีการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่บุคคลภายนอกอีกด้วย เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนหนี้สืบทราบถึงพฤติการณ์ดังกล่าว จึงได้นำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการโอนทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อนำกลับมาบังคับคดี

          ประเด็นข้อกฎหมายที่สำคัญที่สุดที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยคือ สิทธิของผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในการฟ้องคดี ลูกหนี้ได้ยกข้อต่อสู้ว่า ในขณะที่ลูกหนี้ทำการโอนที่ดินให้แก่บุตรนั้น โจทก์ยังไม่ได้เข้ามารับโอนหนี้ โจทก์จึงยังไม่มีสถานะเป็นเจ้าหนี้ในขณะทำนิติกรรม โจทก์จึงไม่มีสิทธิมาฟ้องเพิกถอน แต่ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ได้วินิจฉัยวางหลักไว้อย่างหนักแน่นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ที่ให้สิทธิเจ้าหนี้ในการฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลนั้น เป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครอง "เจ้าหนี้ผู้สุจริต" มิให้ถูกลูกหนี้ที่ไม่สุจริตเอาเปรียบ

          ดังนั้น คำว่าเจ้าหนี้จึงไม่ถูกจำกัดความอยู่แค่เพียงบุคคลที่เป็นเจ้าหนี้อยู่ในขณะที่ลูกหนี้ทำนิติกรรมยักย้ายทรัพย์สินเท่านั้น แต่กฎหมายต้องตีความหมายรวมถึง "เจ้าหนี้ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง" ด้วย เพราะหากตีความตามที่ลูกหนี้กล่าวอ้าง ลูกหนี้หัวหมอก็จะสามารถอาศัยช่องโหว่นี้เพื่อหลบเลี่ยงการถูกบังคับคดีได้ตลอดไป กฎหมายจึงต้องคุ้มครองให้ผู้รับโอนหนี้มีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมที่ฉ้อฉลได้ทัดเทียมกับเจ้าหนี้เดิมทุกประการ

          อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายจะเปิดทางให้ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องสามารถฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลได้ แต่การจะเพิกถอนนิติกรรมใดได้นั้นจะต้องพิจารณาถึงความสุจริตของบุคคลภายนอกผู้รับโอนทรัพย์สินด้วย ศาลฎีกาได้แยกแยะผลลัพธ์ของทรัพย์สินแต่ละรายการ โดยในส่วนของที่ดินแปลงแรกที่โอนให้บุตรและโอนต่อไปยังน้องสาวของลูกหนี้นั้น ศาลพิจารณาเห็นว่าน้องสาวของลูกหนี้เคยไปเบิกความเป็นพยานในคดีที่ลูกหนี้ถูกฟ้องเรียกเงินกู้ ย่อมต้องรู้เห็นเป็นใจและทราบดีว่าลูกหนี้กำลังถูกตามทวงหนี้ การที่มารับโอนที่ดินไว้จึงถือว่ากระทำโดยไม่สุจริต ศาลจึงมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนที่ดินแปลงนี้ให้กลับมาเป็นของลูกหนี้ตามเดิม แต่ในส่วนของที่ดินแปลงที่สองและรถยนต์ที่ถูกโอนขายให้แก่บุคคลภายนอกนั้น พยานหลักฐานชี้ให้เห็นว่าบุคคลภายนอกได้ทำการกู้ยืมเงินมาซื้อและจ่ายเงินจริง โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ารู้เห็นเป็นใจกับการหนีหนี้ของลูกหนี้ บุคคลภายนอกกลุ่มนี้จึงถือเป็นผู้ที่ได้ทรัพย์มาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ศาลจึงมีคำพิพากษาไม่เพิกถอนทรัพย์สินกลุ่มนี้เพื่อเป็นการคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้สุจริตตามที่กฎหมายกำหนด

          คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้จึงถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ที่รับโอนสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย ว่าสิทธิในการติดตามทวงถามและสิทธิในการฟ้องเพิกถอนการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินของลูกหนี้ที่ไม่สุจริตนั้น จะผูกพันและติดตามตัวมาพร้อมกับการรับโอนหนี้เสมอ ลูกหนี้ไม่อาจใช้เทคนิคการรีบโอนถ่ายทรัพย์สินก่อนที่จะมีการเปลี่ยนมือเจ้าหนี้มาเป็นข้ออ้างในการหลุดพ้นจากความรับผิดได้ ในขณะเดียวกัน คำพิพากษานี้ก็ยังคงรักษาสมดุลของหลักกฎหมายแพ่งไว้อย่างครบถ้วน ด้วยการให้ความคุ้มครองอย่างเต็มที่แก่บุคคลภายนอกที่ซื้อทรัพย์สินไปโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนอย่างแท้จริง

 

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว

 

 

 

Visitors: 665,797