สามีแอบโอนบ้านพร้อมที่ดินสินสมรส ให้เมียน้อย ศาลฎีกาสั่งเพิกถอนทั้งแปลง พร้อมสั่งขับไล่ทันที

สามีแอบโอน "บ้านพร้อมที่ดินสินสมรส" ให้เมียน้อย ศาลฎีกาสั่งเพิกถอนทั้งแปลง พร้อมสั่งขับไล่ทันที

          ปัญหาความขัดแย้งในครอบครัวที่พบเห็นได้บ่อยครั้ง คือกรณีที่สามีหรือภริยาแอบนำ "สินสมรส" ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่หามาได้ร่วมกันระหว่างสมรส ไปจดทะเบียนโอนขายหรือยกให้แก่ภริยานอกกฎหมายโดยที่คู่สมรสที่ถูกต้องตามกฎหมายไม่เคยรู้เห็นยินยอม

          ต่อมาเมื่อความจริงเปิดเผยหรือฝ่ายสามีเสียชีวิต มักเกิดข้อต่อสู้ทางคดีว่า การโอนดังกล่าวสามารถเพิกถอนได้เพียง "กึ่งหนึ่ง" (เฉพาะส่วนของภริยาหลวง) หรือสามารถเพิกถอนได้ "ทั้งหมดทั้งแปลง" และหากเพิกถอนได้แล้ว จะมีสิทธิฟ้องขับไล่ภริยานอกสมรสออกจากที่ดินได้ทันทีหรือไม่

          ประเด็นข้อพิพาทนี้ได้รับการชี้ขาดอย่างสมบูรณ์ใน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3228/2569 (แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว) คดีนี้โจทก์เป็นบุตรและเป็นผู้จัดการมรดกของนาย A และนาง B (สามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย) โดยในระหว่างสมรส นายA ได้ซื้อที่ดินไว้หลายแปลง จึงตกเป็นสินสมรส

          แต่นายA กลับแอบใช้ชีวิตอยู่กินกับจำเลยฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส และได้ทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนขายที่ดินสินสมรสพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลย ต่อมานาย A และนาง B ถึงแก่ความตาย โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินทั้งหมด และขอให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท

          ในชั้นการพิจารณา คดีมีประเด็นข้อกฎหมายสำคัญ 2 ประเด็น

          1.ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 และมาตรา 1480 การทำนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นสินสมรส สามีและภริยาต้องจัดการร่วมกัน หรือต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อนายAนำที่ดินสินสมรสไปจดทะเบียนขายหรือยกให้จำเลยโดยที่นางบุญมีมิได้ยินยอม นิติกรรมดังกล่าวย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงพิพากษาให้ เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินทั้งสองแปลงทั้งหมด มิใช่เพิกถอนเพียงกึ่งหนึ่ง เพื่อให้ที่ดินทั้งแปลงกลับคืนมาเป็นกองสินสมรส

          2.เดิมศาลชั้นต้นมองว่าเพิกถอนได้เพียงกึ่งหนึ่ง จำเลยจึงยังมีสิทธิอยู่ในฐานะเจ้าของรวมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1360 จึงยกคำขอขับไล่ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ฯ สั่งเพิกถอนนิติกรรมทั้งหมด จำเลยจึงไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้อีกต่อไป ทว่าศาลอุทธรณ์ฯ กลับมิได้สั่งขับไล่จำเลยโดยเข้าใจว่าโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ในประเด็นนี้ไว้

          ศาลฎีกาตรวจพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้วพบว่า โจทก์ได้ระบุไว้ชัดเจนในคำฟ้องอุทธรณ์ว่า เมื่อจำเลยไม่มีกรรมสิทธิ์แล้ว ย่อมไม่ประสงค์ให้จำเลยอาศัยอยู่อีกต่อไป และขอให้ศาลพิพากษาเต็มตามคำขอท้ายฟ้อง ซึ่งถือเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นไว้อย่างชัดแจ้งแล้ว ดังนั้น เมื่อนิติกรรมการโอนถูกสั่งเพิกถอนทั้งหมด จำเลยจึงสิ้นสภาพการเป็นเจ้าของรวม ศาลจึงชอบที่จะสั่งขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทตามคำขอของโจทก์ได้

          ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ ให้ ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และห้ามเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวอีกต่อไปครับ

          คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้เป็นแนวทางยืนยันความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายครอบครัวว่า การแอบนำสินสมรสไปยกให้คนอื่นโดยคู่สมรสไม่ยินยอม ไม่ว่าจะโอนในรูปแบบการขายหรือให้โดยเสน่หา ย่อมถูกเพิกถอนกลับคืนมาได้ทั้งแปลง และผู้รับโอนจะถูกขับไล่ออกจากพื้นที่ทันทีโดยไม่อาจอ้างสิทธิครอบครองใดๆ ได้เลยครับ

 

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer

Visitors: 672,461