บังคับเด็กอมอวัยวะเพศ เป็นความผิดร้ายแรงฐานกระทำชำเรา

บังคับเด็กอมอวัยวะเพศ เป็นความผิดร้ายแรงฐานกระทำชำเรา

(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4391/2565)

          ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากบุคคลใกล้ชิดภายในครอบครัว ถือเป็นอาชญากรรมที่สร้างบาดแผลลึกในจิตใจของผู้ถูกกระทำอย่างแสนสาหัส หลายครั้งที่สังคมอาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า การล่วงละเมิดที่ไม่มีการสอดใส่อวัยวะเพศเข้าสู่ช่องคลอด เป็นเพียงความผิดฐานกระทำอนาจารทั่วไป ทว่าในความเป็นจริงตามหลักกฎหมายอาญาของไทย พฤติการณ์บังคับให้เด็กอมอวัยวะเพศนั้น ถูกจัดเป็นความผิดขั้นเด็ดขาดและครอบคลุมความผิดในหลายมิติที่มีอัตราโทษสูงมาก โดยมีบรรทัดฐานจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4391/2565

          ประเด็นแรกและเป็นหัวใจสำคัญของกฎหมายคือนิยามของการกระทำความผิด เจตนารมณ์ของกฎหมายอาญาในปัจจุบันไม่ได้จำกัดความผิดฐานกระทำชำเราไว้แค่เพียงการล่วงล้ำทางช่องคลอดเท่านั้น แต่กฎหมายได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า การที่อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำเข้าไปในช่องปากหรือทวารหนักของผู้อื่น ให้ถือเป็นการกระทำชำเราโดยสมบูรณ์ ดังนั้น การที่ผู้กระทำความผิดบังคับให้เด็กอมอวัยวะเพศ จนทำให้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำเข้าไปในช่องปากของเด็ก การกระทำนี้จึงไม่ใช่แค่อนาจาร แต่ถูกยกระดับเป็นความผิดฐานกระทำชำเราตามกฎหมาย ซึ่งมีบทลงโทษที่รุนแรงอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเป็นการกระทำต่อเด็กที่อายุยังไม่เกิน 13 ปี

          นอกเหนือจากพฤติการณ์ล่วงล้ำทางเพศแล้ว กฎหมายยังให้ความสำคัญกับสถานะและความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำและผู้ถูกกระทำอย่างยิ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 285 ได้กำหนดเหตุฉกรรจ์ที่ทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้นกว่าปกติ หากผู้กระทำเป็นบุคคลใกล้ชิด เช่น บุพการี ผู้สืบสันดาน พี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมแต่บิดาหรือมารดา ญาติสืบสายโลหิต ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแล ผู้อยู่ในความควบคุมตามหน้าที่ราชการ ผู้อยู่ในความปกครอง ในความพิทักษ์หรือในความอนุบาล หรือผู้อยู่ภายใต้อำนาจ       

          ในกรณีนี้ ผู้กระทำมีสถานะเป็นบิดาเลี้ยง ซึ่งโดยสภาพแล้วถือว่ามีอำนาจปกครอง บังคับบัญชา และดูแลเด็กในฐานะผู้นำครอบครัว เด็กย่อมมีความเคารพ ยำเกรง และไม่กล้าขัดขืน เมื่อผู้กระทำอาศัยช่องว่างของความไว้วางใจและสถานะนี้มาล่วงละเมิดเด็ก กฎหมายจึงถือว่าเป็นการกระทำต่อผู้อยู่ภายใต้อำนาจด้วยประการอื่นใด อันเป็นการใช้อำนาจครอบงำในทางที่ผิดอย่างร้ายแรง

          ยิ่งไปกว่านั้น พฤติการณ์แวดล้อมที่ผู้กระทำมักใช้เพื่อปกปิดความผิดของตนเอง ถือเป็นอีกหนึ่งฐานความผิดที่แยกออกมาต่างหาก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 ระบุว่า ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมจำนน กระทำการใด หรือไม่กระทำการใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือเสรีภาพ ถือว่ามีความผิด การที่ผู้กระทำข่มขู่เด็กในทำนองว่าห้ามนำเรื่องนี้ไปบอกใคร มิฉะนั้นจะบังคับให้กระทำเช่นเดิมไปตลอดชีวิต ถือเป็นการใช้ความหวาดกลัวมาเป็นอาวุธเพื่อปิดปากเด็ก บังคับไม่ให้เด็กใช้สิทธิในการบอกเล่าความจริงหรือขอความช่วยเหลือ การกระทำเช่นนี้ย่อมทำให้เด็กตกอยู่ในสภาวะหวาดผวาและไร้ทางออก ซึ่งครบองค์ประกอบความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่น เป็นการละเมิดเสรีภาพทางจิตใจของเด็กซ้ำซ้อนเข้าไปอีก

          เมื่อพิจารณาข้อกฎหมายทั้งหมดประกอบกัน จะเห็นได้ว่าพฤติการณ์ดังกล่าวไม่ได้ผิดกฎหมายเพียงแค่ข้อหาเดียว แต่เป็นการกระทำความผิดที่ร้อยรัดกันถึง 3 มิติ ได้แก่ การกระทำชำเราโดยการล่วงล้ำอวัยวะเพศเข้าทางช่องปาก การกระทำต่อผู้อยู่ภายใต้อำนาจโดยอาศัยสถานะบิดาเลี้ยงข่มเหงรังแก และการข่มขืนใจผู้อื่นโดยการข่มขู่ให้หวาดกลัวเพื่อปกปิดความผิด กระบวนการยุติธรรมและศาลจะนำพฤติการณ์ความผิดทุกฐานนี้มาพิจารณาประกอบกัน เพื่อลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างเด็ดขาดและรุนแรงที่สุด ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องสวัสดิภาพของเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่ไม่สามารถปกป้องตนเองได้ครับ

 

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว

 

 

 

Visitors: 664,992