สร้างฝายน้ำล้นส่งมอบและรับเงินครบแล้ว แต่พังทลายไม่ถึงปี ศาลชี้อ้างน้ำป่าสุดวิสัยไม่ได้ ผู้รับเหมาต้องรับผิด
สร้างฝายน้ำล้นส่งมอบและรับเงินครบแล้ว แต่พังทลายไม่ถึงปี
ศาลชี้อ้างน้ำป่าสุดวิสัยไม่ได้ ผู้รับเหมาต้องรับผิด
ในงานโครงการก่อสร้างของหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชน เมื่อผู้รับเหมาก่อสร้างดำเนินงานจนแล้วเสร็จ มีคณะกรรมการตรวจรับมอบงานเรียบร้อย และผู้ว่าจ้างได้จ่ายเงินค่าจ้างครบถ้วนแล้ว คู่สัญญามักเข้าใจว่าภาระผูกพันตามสัญญาสิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์ หากต่อมาสิ่งปลูกสร้างเกิดแตกร้าว ทรุดตัว หรือพังทลายลงมา ผู้รับเหมามักยกข้อต่อสู้ยอดฮิตว่าตนทำงานถูกต้องตามแบบแปลนครบถ้วน หรืออ้างเหตุอุทกภัยน้ำป่าไหลหลากว่าเป็น "เหตุสุดวิสัย" เพื่อปัดความรับผิดชอบ แต่ในทางกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากผู้รับเหมาเป็นผู้จัดหาสัมภาระเองและสิ่งปลูกสร้างบนพื้นดินเกิดความชำรุดบกพร่องจนเสื่อมประโยชน์อย่างประจักษ์ภายในระยะเวลารับประกัน ผู้รับเหมายังคงมีหน้าที่ต้องรับผิด ไม่ว่าจะรู้ถึงความชำรุดบกพร่องนั้นหรือไม่ก็ตาม ทั้งนี้ กรรมการตรวจการจ้างและวิศวกรผู้ควบคุมงานที่ปล่อยปละละเลยจนราชการหลงจ่ายเงิน ก็ไม่อาจรอดพ้นความรับผิดชอบทางละเมิดได้เช่นกัน
ประเด็นข้อพิพาทสำคัญนี้ได้รับการวินิจฉัยชี้ขาดในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5284/2540 โดยมีจุดเริ่มต้นจากการที่โจทก์ได้ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ก่อสร้างฝายน้ำล้นคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดใหญ่ มูลค่าสัญญา 4,000,000 บาท โดยมีข้อตกลงให้จำเลยที่ 1 จัดหาสัมภาระและแรงงานเองทั้งหมด และมีเงื่อนไขรับประกันความชำรุดเสียหายเป็นเวลา 365 วันนับแต่วันรับมอบงาน หากพ้นกำหนดแล้วยังต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อีกด้วย ในโครงการนี้โจทก์ได้แต่งตั้งข้าราชการเป็นคณะกรรมการตรวจการจ้าง (จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4) และผู้ควบคุมงานก่อสร้าง (จำเลยที่ 5 และที่ 6)
ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 1 ก่อสร้างแล้วเสร็จและส่งมอบงาน คณะกรรมการตรวจการจ้างได้ทำรายงานยืนยันว่าการก่อสร้างถูกต้องเรียบร้อยและรับมอบงานไว้ โจทก์จึงจ่ายเงินค่าจ้างครบ 4 ล้านบาท แต่หลังจากรับมอบงานได้เพียงไม่กี่วัน ฝายน้ำล้นดังกล่าวกลับเกิดการแตกร้าว ทรุดตัว และพังทลายเสียหายอย่างหนักจนไม่สามารถใช้การได้ โจทก์จึงยื่นฟ้องเรียกเงินค่าก่อสร้างและค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ผู้รับเหมา และข้าราชการชุดตรวจรับและควบคุมงานทุกคน
ฝ่ายจำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาต่อสู้คดีว่า ตนได้ปฏิบัติตามสัญญาครบถ้วน ก่อสร้างถูกต้องตามแบบแปลน และส่งมอบงานจนได้รับเงินครบแล้ว หนี้ตามสัญญาจึงระงับสิ้นไป ทั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นเพราะน้ำเหนือฝายและแม่น้ำโขงหนุนสูงผิดปกติ เกิดน้ำวนกัดเซาะผนังฝายจนพังลงมา ซึ่งเป็นอุทกภัยทางธรรมชาติอันเป็นเหตุสุดวิสัย
อีกทั้งการพังทลายเกิดจากแบบแปลนของโจทก์ที่ไม่เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นนี้ว่า แม้ทั้งสองฝ่ายจะปฏิบัติตามสัญญาและชำระเงินกันเสร็จสิ้นแล้ว แต่เมื่อสัญญาเป็นสัญญาจ้างทำของที่จำเลยที่ 1 จัดหาสัมภาระเอง และสิ่งปลูกสร้างติดกับพื้นดินเกิดชำรุดบกพร่องแตกร้าวทรุดตัวจนเสื่อมประโยชน์ใช้งานภายในเวลาไม่ถึงปีนับแต่วันส่งมอบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 595 และ 600 จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องนั้น ไม่ว่าจะรู้หรือไม่รู้ว่ามีความชำรุดบกพร่องอยู่ ส่วนข้ออ้างเรื่องน้ำท่วมเป็นเหตุสุดวิสัยนั้น ศาลฎีกาชี้ว่าการสร้างฝายน้ำล้นมีวัตถุประสงค์โดยตรงเพื่อรองรับและบริหารจัดการน้ำที่ไหลมาจำนวนมากผิดปกติอยู่แล้ว ผู้รับเหมามีหน้าที่ต้องศึกษาและตรวจสอบสภาพธรรมชาติของน้ำให้แน่ชัดก่อนลงมือก่อสร้าง จึงไม่อาจยกเหตุน้ำป่าไหลหลากมาปฏิเสธความรับผิดว่าเป็นเหตุสุดวิสัยได้
อย่างไรก็ดี สำหรับข้อบกพร่องด้านแบบแปลน ศาลฎีกาพบว่าจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นข้าราชการของโจทก์ผู้ออกแบบ ได้ออกแบบฝายบกพร่องและเลือกจุดก่อสร้างบริเวณมุมหักที่ไม่เหมาะสม ทำให้น้ำไหลปะทะรุนแรงจนฝายชำรุด ทั้งยังไม่ได้ปรึกษาหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญอย่างกรมชลประทาน จึงถือได้ว่าฝ่ายโจทก์เองมีส่วนผิดในการทำให้เกิดความเสียหายด้วยบางส่วน ขณะเดียวกันในส่วนของคณะกรรมการตรวจการจ้างและผู้ควบคุมงาน (จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6)
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 1 ก่อสร้างไม่ถูกต้องตามแบบและวิธีการ จนฝายพังทลายในเวลาอันรวดเร็ว แต่คณะกรรมการตรวจการจ้างกลับรายงานว่าเรียบร้อยถูกต้องจนโจทก์หลงเชื่อจ่ายเงินไปเต็มจำนวน แสดงว่าวิศวกรผู้ควบคุมงานไม่เอาใจใส่สอดส่องตามหลักวิชา และกรรมการตรวจการจ้างละเลยหน้าที่ เป็นการร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการ จึงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ในมูลหนี้ละเมิด
บทสรุปในทางกฎหมาย ศาลฎีกาได้วางแนวทางความรับผิดไว้อย่างชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตาม "มูลหนี้สัญญาจ้างทำของ" ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ตาม "มูลหนี้ละเมิด" แม้ความเสียหายจะเป็นหนี้ก้อนเดียวกัน แต่เนื่องจากมูลแห่งหนี้เกิดขึ้นจากคนละฐานความรับผิด จึงไม่อาจสั่งให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันรับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วมได้ แต่ต่างฝ่ายต่างต้องรับผิดชำระค่าเสียหายในจำนวนเงินเดียวกันจนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้ครบถ้วน
คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้เป็นบรรทัดฐานและอุทาหรณ์ที่สำคัญยิ่งทั้งในวงการก่อสร้างและระบบราชการ ผู้รับเหมาจะอ้างว่าสร้างฝายเสร็จแล้วเกิดน้ำท่วมเป็นเหตุสุดวิสัยไม่ได้ เพราะธรรมชาติของงานชลศาสตร์มีหน้าที่รับมือน้ำหลากโดยตรง ขณะเดียวกัน ข้าราชการที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ควบคุมงานหรือคณะกรรมการตรวจการจ้าง จะเซ็นชื่อรับมอบงานแบบปล่อยผ่านไม่ได้เด็ดขาด เพราะหากเกิดความเสียหายขึ้นจากการไม่ควบคุมงานให้ถูกต้องตามหลักวิชา ช่างคุมงานและกรรมการตรวจรับจะต้องควักกระเป๋าตัวเองร่วมชดใช้ค่าเสียหายทางละเมิดให้แก่ทางราชการร่วมกับผู้รับเหมาด้วยเสมอ
ปรึกษากฎหมายโทร
ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer
สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi
หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z
สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn
หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap
www.closelawyer.co.th
ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer








