ผู้จัดการมรดกหมกเม็ด! ไม่โอนที่ดินตามพินัยกรรม ปล่อยผ่านไป 37 ปี... ยังฟ้องเอาคืนได้ไหม?
ผู้จัดการมรดกหมกเม็ด! ไม่โอนที่ดินตามพินัยกรรม ปล่อยผ่านไป 37 ปี... ยังฟ้องเอาคืนได้ไหม?
การจัดสรรทรัพย์สินผ่านพินัยกรรมมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงเจตนาอันแท้จริงของเจ้ามรดกในการมอบทรัพย์สินให้แก่บุคคลที่ตนไว้วางใจ ทว่าในความเป็นจริง เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้ว กระบวนการจัดการมรดกกลับอาจเกิดความยุ่งยากซับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่ผู้จัดการมรดกกระทำการนอกเหนืออำนาจหน้าที่ หรือหลีกเลี่ยงไม่โอนทรัพย์สินให้แก่ผู้รับมรดกตามพินัยกรรม แต่กลับโอนไปให้แก่ทายาทคนอื่นหรือบุคคลภายนอก
การกระทำดังกล่าวมักนำไปสู่ข้อพิพาทที่ยืดเยื้อยาวนานหลายสิบปี จนเกิดคำถามสำคัญทางกฎหมายว่า หากเวลาล่วงเลยผ่านไปเป็นเวลานานนับสิบๆ ปี ผู้รับมรดกตามพินัยกรรมยังคงมีสิทธิเรียกร้องทรัพย์สินดังกล่าวคืนได้อยู่หรือไม่ หรือจะตกอยู่ภายใต้บังคับของอายุความฟ้องร้องคดีมรดก
ประเด็นข้อความคิดนี้ได้รับการตีความและวางหลักกฎหมายไว้อย่างลึกซึ้งและมีความเป็นธรรมในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1287/2569 ซึ่งเป็นคดีพิพาทระหว่างทายาทผู้รับมรดกตามพินัยกรรมกับผู้จัดการมรดกและผู้รับโอนทรัพย์สิน โดยเรื่องราวเริ่มต้นจากการที่เจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมยกหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญซึ่งครอบคลุมถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่เป็นที่ตั้งของกิจการให้แก่หลานสองคน
ต่อมาเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ศาลได้มีคำสั่งแต่งตั้งผู้จัดการมรดกขึ้น แต่ผู้จัดการมรดกกลับมิได้ดำเนินการโอนทรัพย์สินและหุ้นดังกล่าวให้แก่ผู้รับมรดกตามพินัยกรรม ยิ่งไปกว่านั้น ผู้จัดการมรดกกลับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและหุ้นส่วนนั้นไปให้แก่บุตรอีกคนหนึ่งของเจ้ามรดก ซึ่งต่อมาผู้รับโอนได้นำที่ดินดังกล่าวไปโอนยกให้แก่บุตรของตนเองในเวลาต่อมา กระบวนการโอนย้ายทรัพย์สินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนี้เกิดขึ้นและดำเนินเรื่อยมานับตั้งแต่เจ้ามรดกตายเป็นเวลานานถึง 37 ปีเศษ จนกระทั่งผู้รับมรดกตามพินัยกรรมได้ยื่นฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินและบังคับให้โอนหุ้นรวมถึงที่ดินคืนให้แก่พวกตน
ข้อต่อสู้ที่สำคัญของฝ่ายจำเลยในคดีนี้คือเรื่องอายุความ โดยอ้างว่าคดีขาดอายุความไปแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ซึ่งกำหนดเรื่องอายุความคดีมรดกไว้ว่า สิทธิเรียกร้องอันเกี่ยวกับการจัดการมรดกหรือการฟ้องคดีมรดกมีกำหนดอายุความเพียง 1 ปีนับแต่รู้ หรือไม่เกิน 10 ปีนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ดังนั้น การที่โจทก์ทั้งสองมายื่นฟ้องเมื่อเวลาผ่านพ้นไปนานถึง 37 ปี ย่อมทำให้สิทธิในการฟ้องร้องระงับสิ้นไปตามกฎหมาย
อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานสำคัญเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้รับมรดกตามพินัยกรรม โดยวินิจฉัยว่า ผลของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 นั้น ทรัพย์สินตามพินัยกรรมย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้รับมรดกตามพินัยกรรมทันทีนับแต่เวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย
ดังนั้น โจทก์ทั้งสองจึงได้กรรมสิทธิ์ในหุ้นและที่ดินส่วนดังกล่าวมาโดยชอบตามกฎหมายแล้วตั้งแต่แรก การที่ผู้จัดการมรดกนำทรัพย์สินตามพินัยกรรมไปโอนให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 โอนต่อไปยังจำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำที่ไม่มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ก่อให้เกิดสิทธิใดๆ แก่จำเลยทั้งสอง และถือเป็นการละเมิดต่อสิทธิของผู้รับมรดกตามพินัยกรรม
ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงชี้นำข้อแตกต่างที่สำคัญว่า การฟ้องคดีของโจทก์ทั้งสองมิใช่การฟ้องเรียกร้องมรดกจากเจ้ามรดก หรือเป็นการฟ้องให้จัดการมรดกตามปกติอันจะต้องตกอยู่ภายใต้บังคับของอายุความ 1 ปี หรือ 10 ปีตามมาตรา 1754 หากแต่เป็นการที่โจทก์ทั้งสองในฐานะ "เจ้าของกรรมสิทธิ์" ในทรัพย์สินตามพินัยกรรมที่แท้จริง ใช้สิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์สินของตนจากบุคคลที่ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ ตามมาตรา 1336 ซึ่ง กฎหมายไม่ได้กำหนดจำกัดอายุความไว้เลย ไม่มีวันหมดอายุความ
คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้จึงนับเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญว่า สิทธิในกรรมสิทธิ์เหนือทรัพย์สินที่ได้รับมาโดยชอบตามพินัยกรรมนั้นเป็นสิทธิที่เด็ดขาด แม้ผู้จัดการมรดกจะยักย้ายถ่ายโอนทรัพย์สินไปให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้รับพินัยกรรม และเวลาจะล่วงเลยผ่านไปเนิ่นนานเพียงใดก็ตาม ก็ไม่อาจใช้เรื่องอายุความคดีมรดกมาเป็นเกราะป้องกันการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ ทายาทยังคงมีสิทธินำคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อเพิกถอนการโอนที่มิชอบและติดตามเอาทรัพย์สินของตนคืนกลับมาได้เสมอ
ปรึกษากฎหมายโทร
ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer
สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi
หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z
สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn
หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap
www.closelawyer.co.th
ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer








