โต้เถียงเขตที่ดินกันอยู่ เข้าไปล้อมรั้ว-ตัดไม้ ถือเป็นคดีอาญาหรือไม่?

โต้เถียงเขตที่ดินกันอยู่ เข้าไปล้อมรั้ว-ตัดไม้ ถือเป็นคดีอาญาหรือไม่?

          ในการพิพาทเรื่องที่ดินข้างเคียง บ่อยครั้งที่คู่กรณีมิได้มีเจตนาที่จะกระทำความผิดทางอาญามาตั้งแต่ต้น หากแต่เกิดจากความเข้าใจผิดในแนวเขตที่ดินของตนเอง นำไปสู่การกระทบกระทั่ง การล้อมรั้ว หรือการตัดฟันไม้ยืนต้นในพื้นที่พิพาท

          ประเด็นทางกฎหมายที่น่าสนใจคือ การกระทำในลักษณะดังกล่าวจะกลายเป็นความผิดอาญาฐานบุกรุกหรือทำให้เสียทรัพย์หรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6303/2539 ได้วางบรรทัดฐานทางกฎหมายเกี่ยวกับการขาดเจตนาทุจริตในทางอาญาอันเนื่องมาจากการเข้าใจโดยสุจริตเกี่ยวกับสิทธิครอบครองทรัพย์สินไว้อย่างชัดเจน

          คดีนี้เริ่มต้นจากความขัดแย้งเกี่ยวกับแนวเขตที่ดินตาม ส.ค.1 ซึ่งโจทก์และจำเลยทั้งสองมีที่ดินติดกันและยังคงโต้เถียงเรื่องแนวเขตสิทธิครอบครองกันอยู่ ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้เข้าไปปักเสาสร้างรั้วในที่ดินบริเวณที่พิพาท ขณะที่จำเลยที่ 2 เข้าไปตัดฟันต้นไผ่ซึ่งโจทก์อ้างว่าตนเองเป็นผู้ปลูกไว้ในบริเวณดังกล่าว โจทก์จึงยื่นฟ้องดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์

          แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสอง แต่เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกาได้พิจารณาจากพยานหลักฐานและพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ทุกข้อหา

          ในประเด็นข้อหาบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์และจำเลยทั้งสองยังคงโต้เถียงเรื่องการครอบครองที่ดินส่วนดังกล่าวกันอยู่อย่างจริงจัง การที่จำเลยทั้งสองเข้าไปปักเสาสร้างรั้วในที่พิพาทจึงเกิดขึ้นจากความเข้าใจโดยสุจริตว่าที่ดินตรงนั้นเป็นของจำเลยทั้งสองเอง เมื่อจำเลยทั้งสองขาดเจตนาที่จะเข้าไปรบกวนการครอบครองที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานบุกรุกทางอาญา

          ส่วนในประเด็นข้อหาทำให้เสียทรัพย์จากการที่จำเลยที่ 2 ตัดฟันต้นไผ่ ศาลฎีกาได้นำหลักกฎหมายแพ่งเรื่อง "ส่วนควบ" มาพิจารณาประกอบความรับผิดทางอาญา โดยวางหลักว่า ต้นไผ่เป็นไม้ยืนต้น ย่อมเป็นส่วนควบของที่ดินที่ปลูกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 145 วรรคหนึ่ง และต้องตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์ประธานตามมาตรา 144 วรรคสอง

          ดังนั้น เมื่อโจทก์และจำเลยยังคงโต้เถียงสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทกันอยู่ ย่อมเท่ากับว่าทั้งสองฝ่ายยังคงโต้เถียงความเป็นเจ้าของในกรรมสิทธิ์ของต้นไผ่ซึ่งเป็นส่วนควบของที่ดินนั้นด้วยเช่นกัน การที่จำเลยที่ 2 เข้าไปตัดฟันต้นไผ่จึงมีเหตุอันสมควรให้จำเลยที่ 2 เข้าใจโดยสุจริตว่าต้นไผ่ดังกล่าวเป็นของตนเอง การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงขาดเจตนาทุจริตและไม่มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์

          คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ชี้ให้เห็นถึงหลักการสำคัญในทางอาญาว่า ความผิดฐานบุกรุกหรือทำให้เสียทรัพย์นั้น จำเป็นต้องมีเจตนาทำต่อทรัพย์ของผู้อื่นโดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ของผู้อื่น หากเป็นการกระทำลงไปโดยเข้าใจว่าตนมีสิทธิทำได้เพราะยังโต้เถียงสิทธิครอบครองกันอยู่ คดีจะกลายเป็นเรื่องทางแพ่งที่ต้องไปสู้ความเพื่อพิสูจน์สิทธิกันในศาลแพ่ง ไม่ใช่คดีอาญาที่จะนำตัวคู่กรณีเข้าคุกได้ครับ

 

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer

Visitors: 670,930