อย่าหาทำ ลูกหนี้เซ็นสัญญากู้เปล่าไว้ เจ้าหนี้ไปเขียนข้อความเอง ระวังติดคุกจริง
อย่าหาทำ! 
ลูกหนี้เซ็นสัญญากู้เปล่าไว้ เจ้าหนี้ไปเขียนข้อความเอง ระวังติดคุกจริง 

ในโลกของการทำธุรกิจหรือการหยิบยืมเงินกันท่ามกลางความไว้เนื้อเชื่อใจ
บทความนี้จะเจาะลึกถึงภัยร้ายของการเซ็นสัญญากู้เปล่า และผลกระทบทางกฎหมายที่รุนแรงถึงขั้น "ติดคุกจริง" สำหรับฝ่ายเจ้าหนี้ที่ฉวยโอกาสเติมข้อความเท็จลงไปโดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกหนี้
โดยอ้างอิงบรรทัดฐานสำคัญจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่สะท้อนว่า แม้จะเป็นผู้สูงอายุหรือมีตำแหน่งหน้าที่การงานดี ก็ไม่อาจใช้เป็นเกราะป้องกันความผิดจากการทุจริตต่อกระบวนการยุติธรรมได้ 

ทำไมถึงไม่ควรเซ็นสัญญากู้เปล่าไว้ 
การเซ็นชื่อในแบบพิมพ์สัญญากู้เงินที่ยังว่างเปล่า คือความเสี่ยงสูงสุด
เพราะเท่ากับว่าคุณได้มอบอำนาจเบ็ดเสร็จให้ผู้ถือเอกสารนั้นสามารถเนรมิตหนี้จำนวนเท่าใดก็ได้ลงไปในกระดาษแผ่นนั้น เมื่อมีการเติมตัวเลขเงินกู้ที่สูงกว่าความเป็นจริง หรือเติมชื่อผู้ค้ำประกันโดยที่เจ้าตัวไม่รู้เห็น เอกสารฉบับนั้นจะเปลี่ยนสภาพจากกระดาษแผ่นเดียว กลายเป็น "เอกสารสิทธิปลอม" ทันที 

ลูกหนี้จำนวนมากมักเกรงใจเจ้าหนี้ หรือคิดว่า "เซ็นไปก่อน เดี๋ยวเขาก็ลงตัวเลขตามที่ตกลงกัน"
แต่เมื่อความสัมพันธ์ร้าวฉาน เจ้าหนี้บางรายอาจใช้โอกาสนี้กรอกตัวเลขเงินต้นบวกดอกเบี้ยที่โหดเกินจริง
หรือกรอกวันที่ย้อนหลังเพื่อบีบให้ชำระหนี้ทันที หากคุณไม่มีหลักฐานยืนยันว่าตอนเซ็นนั้นกระดาษยังว่างอยู่ การต่อสู้คดีในศาลจะกลายเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่ง 

สำหรับเจ้าหนี้ที่คิดว่า "ก็เขากู้จริง จะเติมตัวเลขเพิ่มนิดหน่อยจะเป็นไรไป"
ขอบอกเลยว่านี่คือความคิดที่ผิดมหันต์! การกรอกข้อความในเอกสารที่มีลายเซ็นผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม หรือกรอกข้อมูลที่ผิดไปจากความเป็นจริง เพื่อนำไปใช้ฟ้องร้องบังคับคดี ถือเป็นความผิดอาญาที่ร้ายแรงประกอบด้วยหลายฐานความผิด เช่น ปลอมเอกสารสิทธิ, ใช้เอกสารสิทธิปลอม, และเบิกความเท็จต่อศาล ซึ่งโทษสูงสุดคือการติดคุกโดยไม่รอลงอาญา 

พฤติกรรมที่พบบ่อยในคดีความประเภทนี้คือ นายทุนปล่อยเงินกู้มักจะให้ผู้กู้ลงชื่อไว้ในแบบฟอร์มสัญญากู้เงินของร้านหรือของตนเอง โดยอ้างว่าเพื่อความสะดวกในการจัดการเอกสารภายหลัง
แต่เมื่อถึงเวลาที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระ หรือเจ้าหนี้เกิดความโลภอยากได้เงินเพิ่ม นายทุนเหล่านี้จะทำการ ดังนี้
พฤติการณ์เช่นนี้ ศาลฎีกามองว่าเป็นเรื่องร้ายแรง เพราะไม่ใช่เพียงการโกงเงินกันธรรมดา แต่เป็นการ "บิดเบือนกระบวนการยุติธรรม" และเป็นการหลอกลวงศาลให้หลงเชื่อพยานหลักฐานเท็จ ซึ่งทำลายความน่าเชื่อถือของระบบกฎหมายทั้งระบบ 

อุทาหรณ์จากคดีจริง อายุ 79 ปี ก็หนีคุกไม่พ้น
ในคดีตัวอย่างที่น่าสนใจ (ฎีกาที่ 3911/2568) จำเลยซึ่งเป็นนายทุนและเป็นข้าราชการบำนาญ ได้นำสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันที่ตนเองกรอกข้อความเท็จลงไปในแบบพิมพ์ที่มีลายเซ็นโจทก์อยู่แล้ว ไปยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลแพ่งเพื่อให้ชำระหนี้ 

แม้จำเลยจะพยายามสู้คดีหรืออ้างเหตุผลด้านอายุ (79 ปี) และคุณงามความดีในอดีตเพื่อขอให้ศาลรอการลงโทษ (รอลงอาญา) แต่ศาลฎีกากลับมองเห็นลึกไปกว่านั้น ศาลเห็นว่าการที่จำเลยนำเอกสารปลอมมาฟ้องศาล และยังกล้ามาเบิกความโกหกต่อศาลอีก นับเป็นการกระทำที่มุ่งแต่ประโยชน์ส่วนตนโดยไม่สนความเดือดร้อนของคนอื่น การกระทำเช่นนี้สมควรต้องได้รับโทษจำคุกเพื่อให้เข็ดหลาบ 

วิธีป้องกันตัว คาถา 5 ข้อก่อนจรดปากกา 

เพื่อไม่ให้คุณต้องตกเป็นเหยื่อ หรือเผลอไปทำความผิดเสียเอง ควรปฏิบัติตามหลักการดังนี้:
กฎหมายมีไว้คุ้มครองคนสุจริต
การที่เจ้าหนี้คิดจะรวยทางลัดด้วยการตกแต่งตัวเลขในสัญญากู้อาจนำมาซึ่งเงินก้อนโตในระยะแรก แต่ผลลัพธ์สุดท้ายอาจเป็นการเสียอิสรภาพในช่วงบั้นปลายชีวิต
ส่วนลูกหนี้เอง การรอบคอบก่อนเซ็นเอกสารคือเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้คุณไม่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลเพื่อพิสูจน์ความจริงในสิ่งที่ "ไม่ได้ทำ" 

หากคุณกำลังประสบปัญหาถูกฟ้องร้องจากสัญญากู้ที่ไม่ได้ทำขึ้นเอง หรือต้องการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารสัญญา การปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญคือทางออกที่ควรทำโดยเร็วที่สุด 
เพราะพยานหลักฐานในคดีปลอมเอกสารมักมีเรื่องของ "เทคนิค" และ "เวลา" เข้ามาเกี่ยวข้อง 

เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนในแง่ของข้อกฎหมายและแนวทางที่ศาลใช้ในการวินิจฉัยคดีประเภทนี้ โปรดพิจารณาข้อความสำคัญจากคำพิพากษาดังต่อไปนี้: 

"คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3911/2568 จำเลยใช้หรืออ้างแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงินและแบบพิมพ์หนังสือสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นคดีแพ่ง จำเลยมีเจตนาประสงค์จะให้โจทก์ทั้งสองชำระเงินให้แก่จำเลยตามสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวที่เป็นเอกสารปลอม ต่อมาจำเลยเข้าเบิกความเท็จและนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี เป็นเพียงการกระทำที่สืบเนื่องต่อมาเพื่อให้บรรลุเจตนาของจำเลยที่ประสงค์จะให้จำเลยได้รับเงินที่โจทก์ทั้งสองต้องชำระแก่จำเลยตามคำพิพากษาเท่านั้น ความผิดต่าง ๆ จำเลยก่อขึ้นโดยอาศัยเจตนาอย่างเดียวกัน ไม่ได้แยกต่างหากจากกันเป็นหลายเจตนา การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90" 

ดูคลิปความรู้กฎหมายได้ที่ https://youtu.be/zWuWiGLO-8Q
ปรึกษากฎหมายโทร
ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer
สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi
หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z
สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn
หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap
ทนายใกล้ตัว








