สัญญากู้ทำหลอกเมีย = เจตนาลวง! ศาลฎีกาชี้ตกเป็นโมฆะ เอามาฟ้องทวงเงินไม่ได้

สัญญากู้ทำหลอกเมีย = เจตนาลวง! ศาลฎีกาชี้ตกเป็นโมฆะ เอามาฟ้องทวงเงินไม่ได้

          การเซ็นชื่อในสัญญากู้ยืมเงินโดยที่ไม่มีการส่งมอบเงินจริง หรือทำขึ้นเพียงเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะกิจบางอย่างระหว่างคู่สัญญา ในทางกฎหมายถือเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้ร่วมคิดกัน ซึ่งส่งผลให้สัญญากู้ยืมเงินนั้นตกเป็นโมฆะและไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายมาตั้งแต่ต้น

         คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 468/2565 ได้วางบรรทัดฐานชี้ขาดจากกรณีข้อพิพาทระหว่างโจทก์ และจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากัน โดยโจทก์ได้นำสัญญากู้เงินจำนวน 500,000 บาท มายื่นฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินคืนพร้อมดอกเบี้ย

จุดเริ่มต้น: จากเงินร่วมลงทุนร้านอาหาร สู่สัญญากู้หลอกเมีย

         ความจริงเบื้องหลังคดีนี้เกิดขึ้นจากความสนิทสนมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 (ภริยา) ซึ่งได้ร่วมหุ้นทำธุรกิจร้านอาหารด้วยกัน โดยโจทก์ได้ทยอยโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 และนำบัตรเครดิตไปรูดซื้อของเข้าร้านรวมเป็นเงิน 500,000 บาท ทว่าเมื่อเปิดร้านไปได้ไม่นาน กิจการกลับประสบปัญหาขาดทุนหนัก หมุนเงินไม่ทันจนถึงขั้นต้องเลิกกิจการ

         ต่อมา โจทก์เบิกความอ้างว่าเมื่อร้านขาดทุน จึงได้ขอยกเลิกการร่วมหุ้นและขอเงินลงทุนคืน ซึ่งจำเลยที่ 2 ยินยอมแต่ไม่มีเงินสด จึงตกลงเปลี่ยนยอดเงินลงทุนนั้นมาทำเป็นสัญญากู้เงินไว้ โดยจำเลยที่ 1 (สามี) ลงชื่อเป็นผู้กู้ และจำเลยที่ 2 ลงชื่อในช่องพยาน

         อย่างไรก็ตาม จำเลยทั้งสองได้นำสืบหักล้างอย่างมีเหตุผลว่า แท้จริงแล้วโจทก์แอบนำเงินส่วนตัวมาร่วมลงทุนทำร้านอาหารโดยไม่ได้บอกให้ภริยาของตนเองทราบ เมื่อร้านขาดทุนจนเงินสูญเปล่า โจทก์กลัวว่าเรื่องนี้จะทำให้ต้องเลิกร้างกับภริยา จึงได้มาขอร้องให้จำเลยทั้งสองช่วยเหลือ ด้วยการขอให้จำเลยที่ 1 ช่วยเซ็นสัญญากู้เงินฉบับนี้ขึ้นมา เพื่อที่โจทก์จะได้นำสัญญากู้ไปแกล้งแสดงให้ภริยาดูว่า เงินจำนวน 500,000 บาทไม่ได้หายไปไหน แต่เอามาปล่อยกู้ให้เพื่อน ยืนยันว่าจำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับเงินกู้จริงตามสัญญาแม้แต่บาทเดียว

การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานและการวินิจฉัยของศาลฎีกา

         ศาลฎีกาพิจารณาพฤติการณ์แวดล้อมแล้วเห็นว่า คำอ้างของโจทก์ที่ว่าจะขอเงินลงทุนคืนเนื่องจากร้านขาดทุนนั้นฟังไม่ขึ้น เพราะในทางการค้า หากธุรกิจขาดทุน หุ้นส่วนทุกคนต้องร่วมรับภาระขาดทุนตามสัดส่วน ย่อมไม่มีหุ้นส่วนคนใดนำเงินส่วนตัวมาคืนทุนให้ผู้ร่วมหุ้นแน่นอน

         ในทางกลับกัน พยานหลักฐานของฝั่งจำเลยทั้งสองกลับมีความสอดคล้องกับความเป็นจริงและมีน้ำหนักมากกว่า ศาลฎีกาจึงฟังข้อเท็จจริงยุติตามฝั่งจำเลยว่า สัญญากู้เงินฉบับนี้ทำขึ้นตามที่โจทก์ขอร้อง เพื่อนำไปใช้อ้างหลอกภริยาเท่านั้น โดยไม่มีการกู้เงินและรับเงินกันจริง

          บรรทัดฐานศาลฎีกา: สัญญากู้เงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เกิดจากการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันระหว่างคู่กรณี เพื่อปกปิดความจริงไม่ให้ภริยาของโจทก์ทราบ ข้อตกลงดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะอย่างสมบูรณ์ ไม่มีผลบังคับกันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีสิทธินำสัญญากู้เงินฉบับนี้มาฟ้องเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนให้ยกฟ้อง

 บทสรุปและข้อคิดเตือนใจ

          คำพิพากษาฉบับนี้ย้ำเตือนหลักกฎหมายสำคัญว่า "สัญญากู้เงินไม่ใช่กระดาษสารพัดประโยชน์ที่จะเอามาใช้ทำขึ้นหลอกใครก็ได้" การเซ็นสัญญากู้เงินโดยไม่มีการส่งมอบเงินกู้จริง แม้จะทำขึ้นด้วยความสงสารหรือช่วยเหลือเพื่อนเพื่อไปหลอกบุคคลที่สาม แต่หากเรื่องถึงศาล กฎหมายจะมองว่าเป็นการแสดงเจตนาลวงและส่งผลให้สัญญานั้นตกเป็นโมฆะทันที ซึ่งในทางกลับกัน ฝ่ายที่เซ็นสัญญาก็ต้องสืบหาพยานหลักฐานมาหักล้างให้ชัดเจนว่าไม่มีการรับเงินจริงเช่นกันครับ

 

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer

Visitors: 668,752