ค้ำประกันหนี้ดอกเบี้ยโหด จ่ายแทนไปเท่าไหร่ ทำไมเรียกคืนไม่ได้ทั้งหมด
ค้ำประกันหนี้ดอกเบี้ยโหด จ่ายแทนไปเท่าไหร่ ทำไมเรียกคืนไม่ได้ทั้งหมด
(คำพิพากษาฎีกาที่ 8188/2568)
คดีนี้เป็นอุทาหรณ์ชิ้นสำคัญสำหรับคนที่ชอบช่วยเหลือคนอื่นด้วยการ "เซ็นค้ำประกัน" ครับ หลายคนเข้าใจว่าเมื่อเราเป็นผู้ค้ำประกัน แล้วเราใจป้ำจ่ายหนี้แทนลูกหนี้ไปเท่าไหร่ เราย่อมมีสิทธิไปไล่เบี้ยหรือเรียกเงินคืนจากลูกหนี้ได้เต็มจำนวนนั้น แต่ในโลกของกฎหมาย ความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไปครับ โดยเฉพาะถ้าหนี้นั้นเป็นหนี้ที่ "ดอกเบี้ยผิดกฎหมาย"
เรื่องราวในคดีนี้เริ่มจากจำเลยได้ไปกู้ยืมเงินมาจำนวน 150,000 บาท โดยตกลงจ่ายดอกเบี้ยให้เจ้าหนี้เดือนละ 10,000 บาท ซึ่งถ้าเราลองคำนวณดูแล้ว ดอกเบี้ยนี้จะสูงถึง 80% ต่อปี เลยทีเดียวครับ ในขณะที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันก็ได้เข้ามาเซ็นสัญญาค้ำประกันหนี้ก้อนนี้ไว้ ต่อมาเมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องรับผิดชอบชำระเงินให้แก่เจ้าหนี้แทนจำเลยไปเป็นเงินรวมถึง 350,000 บาท ซึ่งยอดนี้รวมทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยที่สะสมมาครับ
หลังจากจ่ายไปแล้ว โจทก์จึงมาฟ้องไล่เบี้ยเอาจากจำเลยเพื่อเรียกเงิน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยคืนทั้งหมด แต่คำตัดสินของศาลฎีกาในคดีนี้กลับทำให้เราต้องย้อนกลับมาดูข้อกฎหมายอย่างละเอียดครับ
ศาลฎีกาได้วางหลักการที่น่าสนใจไว้ครับว่า ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และ พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ การคิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปีนั้น ผลคือ "ดอกเบี้ยทั้งหมดตกเป็นโมฆะ" คือเสียเปล่าไปทันทีเสมือนไม่เคยมีข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยกันมาก่อน เจ้าหนี้จึงมีสิทธิเรียกได้เพียง "เงินต้น" เท่านั้น
ในส่วนของคนค้ำประกัน กฎหมายตาม มาตรา 693 ระบุว่าผู้ค้ำประกันที่ชำระหนี้แทนไปแล้ว ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยและ "รับช่วงสิทธิ" ของเจ้าหนี้ที่มีเหนือลูกหนี้ครับ คำว่ารับช่วงสิทธินี่แหละครับคือประเด็นสำคัญ เพราะหมายความว่า "เจ้าหนี้มีสิทธิแค่ไหน คนค้ำประกันก็รับช่วงมาได้แค่นั้น"
สรุปแนวคิดจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8188/2568 เมื่อดอกเบี้ยในสัญญากู้ยืมเป็นโมฆะเพราะเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด เจ้าหนี้เดิมจึงไม่มีสิทธิเรียกเก็บดอกเบี้ยนั้นจากลูกหนี้ได้เลย ดังนั้น แม้ผู้ค้ำประกันจะยอมจ่ายเงินรวมดอกเบี้ยที่ผิดกฎหมายนั้นแทนลูกหนี้ไป ผู้ค้ำประกันก็ไม่มีสิทธิจะมาไล่เบี้ยเอาดอกเบี้ยส่วนที่เป็นโมฆะนั้นคืนจากลูกหนี้ได้ เพราะเป็นการใช้สิทธิเกินไปกว่าที่เจ้าหนี้เดิมมีอยู่ตามกฎหมายครับ
บทสรุปและทางออกทางกฎหมาย ท้ายที่สุดศาลจึงตัดสินให้จำเลยชดใช้เงินคืนให้แก่โจทก์เพียง 150,000 บาท (เท่ากับเงินต้นที่กู้มาจริง) ส่วนเงินอีก 200,000 บาทที่โจทก์จ่ายเป็นค่าดอกเบี้ยแทนไปนั้น โจทก์ต้องรับภาระไปเองครับ อย่างไรก็ตาม ศาลยังคงคุ้มครองโจทก์ในส่วนของ "ดอกเบี้ยผิดนัด" โดยให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี (และปรับเปลี่ยนเป็นร้อยละ 5 ต่อปีตามกฎหมายใหม่) นับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินแทนไป เพื่อเยียวยาความเสียหายครับ
ก่อนจะจ่ายหนี้แทนใครในฐานะผู้ค้ำประกัน ตรวจสอบยอดหนี้ให้ดีก่อนนะครับว่ายอดนั้นถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ หากคุณไปจ่ายในส่วนที่เป็นดอกเบี้ยเกินอัตราหรือดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะ คุณอาจจะไม่สามารถเรียกเงินส่วนนั้นคืนจากลูกหนี้ได้เลย กลายเป็นว่าความหวังดีของคุณกลับทำให้คุณต้องเสียเงินฟรี ๆ โดยไม่มีกฎหมายรองรับครับ
ปรึกษากฎหมายโทร
ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer
สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi
หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z
สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn
หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap
www.closelawyer.co.th
ทนายใกล้ตัว








