ความแตกต่างของ จ้างแรงงาน และ จ้างทำของ
ความแตกต่างของ จ้างแรงงาน และ จ้างทำของ
สัญญาจ้างแรงงานและสัญญาจ้างทำของเป็นสัญญาที่มีลักษณะใกล้เคียงกันในทางปฏิบัติ แต่มีสาระสำคัญที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนในทางกฎหมาย โดยเฉพาะในเรื่อง “วัตถุประสงค์ของสัญญา” และ “ลักษณะความสัมพันธ์ของคู่สัญญา” ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญต่อการวินิจฉัยข้อกฎหมาย
สัญญาจ้างแรงงาน เป็นสัญญาที่บุคคลหนึ่งเรียกว่า “ลูกจ้าง” ตกลงทำงานให้แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่า “นายจ้าง” โดยนายจ้างตกลงจะจ่ายค่าจ้างให้ตอบแทนการทำงานนั้น สาระสำคัญของสัญญาประเภทนี้อยู่ที่ “การทำงาน” มิใช่ผลสำเร็จของงาน กล่าวคือ เพียงลูกจ้างได้ปฏิบัติงานตามหน้าที่และคำสั่งของนายจ้างแล้ว แม้งานจะไม่สำเร็จตามเป้าหมาย ลูกจ้างก็ยังมีสิทธิได้รับค่าจ้าง นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ของคู่สัญญายังมีลักษณะของการบังคับบัญชา โดยนายจ้างมีอำนาจสั่งการ ควบคุม และกำหนดวิธีการทำงานของลูกจ้างได้อย่างใกล้ชิด
ในทางตรงกันข้าม สัญญาจ้างทำของ เป็นสัญญาที่บุคคลหนึ่งเรียกว่า “ผู้รับจ้าง” ตกลงทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จแก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่า “ผู้ว่าจ้าง” และผู้ว่าจ้างตกลงจะจ่ายค่าจ้างเมื่อได้ผลสำเร็จของงานนั้น สาระสำคัญของสัญญาประเภทนี้จึงอยู่ที่ “ผลสำเร็จของงาน” เป็นหลัก กล่าวคือ หากงานยังไม่สำเร็จตามที่ตกลง ผู้รับจ้างย่อมยังไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างได้ อีกทั้งผู้รับจ้างยังมีความเป็นอิสระในการทำงาน สามารถกำหนดวิธีการ ขั้นตอน และระยะเวลาในการทำงานได้ด้วยตนเอง โดยผู้ว่าจ้างมักไม่มีอำนาจควบคุมในรายละเอียดของการทำงานเหมือนในสัญญาจ้างแรงงาน
ดังนั้น ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างสัญญาทั้งสองประเภทอยู่ที่การเน้น “การทำงาน” กับ “ผลของงาน” รวมถึงระดับของการบังคับบัญชา หากเป็นกรณีที่มีการควบคุมสั่งการอย่างใกล้ชิดและจ่ายค่าตอบแทนตามระยะเวลาการทำงาน ย่อมมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงาน แต่หากเน้นผลลัพธ์ของงานและผู้ทำงานมีอิสระในการดำเนินการ ย่อมเข้าลักษณะของสัญญาจ้างทำของ การแยกแยะลักษณะของสัญญาทั้งสองประเภทจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากส่งผลต่อสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของคู่สัญญาตามกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7433/2560
ป.พ.พ. มาตรา 575 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ให้ความหมายของสัญญาจ้างไว้ในทำนองเดียวกันว่า สัญญาซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่าลูกจ้างตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้ และ ป.พ.พ. มาตรา 583 บัญญัติว่า "ถ้าลูกจ้างจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายก็ดี หรือละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งเช่นว่านั้นเป็นอาจิณก็ดี ท่านว่านายจ้างจะไล่ออกโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้สินไหมทดแทนก็ได้" เมื่อพิเคราะห์บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแล้ว ลูกจ้าง คือผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างเพื่อรับค่าจ้างโดยอยู่ภายใต้อำนาจบังคับบัญชาของนายจ้าง อันหมายความว่า ลูกจ้างต้องทำงานตามที่นายจ้างสั่งและต้องปฏิบัติตามระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้าง หากลูกจ้างฝ่าฝืนนายจ้างสามารถลงโทษได้ คดีนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าเงินที่จำเลยโอนเข้าบัญชีโจทก์ในแต่ละครั้งมีลักษณะแตกต่างจากการจ่ายเงินเดือน และโจทก์ไม่ได้ตกอยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของจำเลยหรือผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลย โจทก์จึงไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างจากจำเลย
คำพิพากษาฎีกาที่ 2033/2567
สัญญาจ้างว่าความเป็นสัญญาจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 ถือเอาผลสำเร็จแห่งการงานที่จ้างเป็นสำคัญ และการจ่ายสินจ้างต้องถือเอาความสำเร็จของผลงานหรือตามที่ตกลงกันไว้ คู่สัญญาอาจจะตกลงเงื่อนไข เงื่อนเวลา หรือขั้นตอนในการชำระหนี้กันอย่างไรก็ได้ เมื่อกำหนดเงื่อนไขการชำระเงินค่าจ้างว่าความกันไว้โดยแบ่งชำระเป็น 3 งวด งวดที่1 จำนวนหนึ่งล้านบาท เมื่อตกลงทำสัญญาจ้างว่าความให้ดำเนินคดี งวดที่ 2 จำนวนหนึ่งล้านบาท เมื่อสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วเสร็จ และงวดสุดท้ายจำนวนหนึ่งล้านบาทบาท ก่อนนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น 15 วัน ย่อมสามารถกระทำได้ และมิใช่เป็นข้อตกลงที่กำหนดค่าเสียหายกันไว้ล่วงหน้าอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้
ปรึกษากฎหมายโทร
ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer
สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi
หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z
สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn
หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap
www.closelawyer.co.th
ทนายใกล้ตัว








