ชนะคดี หจก. แต่อยากยึดบ้านหุ้นส่วนผู้จัดการ ที่ไม่ได้ถูกฟ้อง ทำได้จริงหรือ

ชนะคดี หจก. แต่อยากยึดบ้านหุ้นส่วนผู้จัดการ ที่ไม่ได้ถูกฟ้อง ทำได้จริงหรือ

          หนึ่งในข้อผิดพลาดเชิงเทคนิคทางกฎหมายที่พบได้บ่อยที่สุดในคดีแรงงานและคดีแพ่งทั่วไป เมื่อคู่ความหรือคู่สัญญาเป็น “ห้างหุ้นส่วนจำกัด” (หจก.) คือการที่โจทก์ยื่นฟ้องเฉพาะตัว หจก. เพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้ระบุชื่อ “หุ้นส่วนผู้จัดการ” เข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดี

          เนื่องจากโจทก์ส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หุ้นส่วนผู้จัดการหรือหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด ย่อมต้องร่วมรับผิดในหนี้สินทั้งหมดของ หจก. โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้ หจก. แพ้คดี ก็น่าจะสามารถนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินส่วนตัวของหุ้นส่วนผู้จัดการคนดังกล่าวได้ทันที

          ทว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 5281 - 5284/2566 ได้วางบรรทัดฐานสำคัญเกี่ยวกับขั้นตอนการบังคับคดีไว้อย่างเด็ดขาด โดยยืนยันหลักการว่า การบังคับคดียึดทรัพย์สินจะทำได้เฉพาะกับบุคคลที่มีสถานะเป็น “ลูกหนี้ตามคำพิพากษา” เท่านั้น หากไม่ได้ฟ้องตัวหุ้นส่วนผู้จัดการเข้ามาเป็นจำเลยตั้งแต่แรก ย่อมไม่มีสิทธิยึดทรัพย์สินส่วนตัวของเขาในชั้นบังคับคดีได้เลย

          คดีนี้สืบเนื่องมาจากลูกจ้างรวม 4 คน (โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4) ได้ยื่นฟ้อง หจก. A (จำเลยที่ 1) และ นายดำ (จำเลยที่ 2) ต่อศาลแรงงานภาค 2 เพื่อเรียกร้องเงินค่าจ้างและค่าล่วงเวลาที่ค้างชำระ ต่อมาศาลแรงงานภาค 2 ได้มีคำพิพากษาให้ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ร่วมกันชดใช้เงินแก่โจทก์ทั้งสี่พร้อมดอกเบี้ย

          ในชั้นบังคับคดี โจทก์ทั้งสี่ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปขอยึดบ้านและที่ดินโฉนดส่วนตัวของ “นายแดง” ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของ หจก. A (จำเลยที่ 1) ทว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ดำเนินการยึดทรัพย์ให้ เนื่องจากบ้านและที่ดินดังกล่าวมีชื่อนายแดงเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียว และนายแดงไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดี โจทก์ทั้งสี่จึงยื่นคำร้องต่อศาลแรงงานภาค 2 เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งบังคับยึดทรัพย์ของนายแดง

          ศาลแรงงานภาค 2 พิเคราะห์คำร้องแล้วเห็นว่า การบังคับคดีต้องทำแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา การที่โจทก์ขอให้ยึดทรัพย์นายแดงโดยไม่ปรากฏว่าเป็นทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองในคดี จึงสั่ง ให้ยกคำร้อง ของโจทก์ทั้งสี่ โจทก์ทั้งสี่จึงยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

          ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้พิจารณาบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษา แล้ววางหลักการทางกฎหมายไว้อย่างชัดเจนดังนี้

  1. ขอบเขตการบังคับคดี: เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิบังคับคดีได้เฉพาะแก่ทรัพย์สินของ "ลูกหนี้ตามคำพิพากษา" เท่านั้น เพื่อนำมาชำระหนี้ตามที่ศาลกำหนดไว้ในคำบังคับ
  2. สถานะทางกฎหมายของหุ้นส่วนผู้จัดการที่ไม่ได้ถูกฟ้อง: แม้นายแดงจะมีสถานะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของ หจก. A (จำเลยที่ 1) ซึ่งตามหลักกฎหมายสารบัญญัติแล้ว หุ้นส่วนผู้จัดการจะต้องร่วมรับผิดในหนี้สินของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวนก็ตาม แต่เนื่องจากในขั้นตอนการฟ้องคดี โจทก์ทั้งสี่ไม่ได้ยื่นฟ้องนายแดงให้เข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีตั้งแต่แรก นายแดงจึงไม่ได้มีสถานะเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้
  3. การยึดทรัพย์สินส่วนตัวทำไม่ได้: เมื่อบ้านและที่ดินที่โจทก์นำยึดมีชื่อนายแดงเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และนายแดงไม่ใช่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ทั้งสี่จึงไม่มีสิทธินำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดบ้านและที่ดินของนายแดงได้

          ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงพิพากษายืนตามคำสั่งศาลแรงงานภาค 2 ให้ยกคำร้องของโจทก์ทั้งสี่

          คำพิพากษานี้ ถือเป็นอุทาหรณ์และข้อเตือนใจที่สำคัญยิ่งสำหรับทนายความและโจทก์ในการตั้งฟ้องว่า หากในการฟ้องคดีที่มีคู่ความหรือลูกหนี้เป็น "ห้างหุ้นส่วนจำกัด" หรือ ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน นอกจากจะฟ้องตัว หจก. แล้ว จะต้องระบุชื่อ "หุ้นส่วนผู้จัดการ" หรือ "หุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด" ให้เข้ามาเป็นจำเลยร่วมด้วยทุกครั้ง เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาผูกพันตัวบุคคลนั้นๆ โดยตรงครับ

 

ดูคลิปความรู้กฎหมายได้ที่ https://youtu.be/1J-pJ16quLo

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer

Visitors: 669,212