แจ้งความไม่ระบุชื่อข้อหา ถือเป็นคำร้องทุกข์หรือไม่?

แจ้งความไม่ระบุชื่อข้อหา ถือเป็นคำร้องทุกข์หรือไม่?

ศาลฎีกาชี้ “ระบุแค่เสียหายและขอให้ดำเนินคดี” คดีอาญาก็ไม่ขาดอายุความ

          ปัญหาปวดหัวของประชาชนจำนวนมากเมื่อได้รับความเสียหายทางอาญา แล้วเดินทางไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ คือมักจะกังวลว่าหากตนเองไม่มีความรู้ทางกฎหมาย ไม่รู้ว่าพฤติการณ์ของคู่กรณีตรงกับฐานความผิดใด จะสามารถแจ้งความเพื่อรักษาสิทธิ์ได้หรือไม่ หรือบางครั้งเมื่อไปแจ้งความเรียบร้อยแล้ว กลับถูกคู่กรณีสู้คดีในชั้นศาลว่าการแจ้งความนั้นไม่ได้ระบุฐานความผิดไว้ จึงเป็นเพียงการแจ้งไว้เป็นหลักฐานเพื่อดำเนินคดีแพ่ง ไม่ถือเป็นคำร้องทุกข์ในคดีอาญา ส่งผลให้คดีขาดอายุความร้องทุกข์ (3 เดือน) ในความผิดอันยอมความได้

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 266/2569 ได้วางแนวบรรทัดฐานสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายไว้อย่างชัดเจน โดยยืนยันว่าการร้องทุกข์ตามกฎหมายไม่จำเป็นต้องระบุชื่อข้อหาหรือบทกฎหมายใดๆ ขอเพียงมีข้อความที่แสดงเจตนาชัดเจนว่าได้รับความเสียหายและประสงค์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย ก็ถือเป็นคำร้องทุกข์ที่ชอบด้วยกฎหมาย และมีผลในการหยุดนับอายุความทันที

          คดีนี้จำเลยที่ 1 เป็นเท้าแชร์เปิดกลุ่มเล่นแชร์ผ่านเฟซบุ๊ก มีสมาชิกรวม 120 คน โจทก์ได้ร่วมเล่นแชร์รวม 40 วง จ่ายเงินไปทั้งสิ้น 1,599,930 บาท ต่อมาจำเลยที่ 1 ประกาศล้มวงแชร์ทั้งหมด โดยที่โจทก์ยังไม่ถึงคิวรับเงินเลยแม้วงเดียว และเมื่อทวงถามจำเลยที่ 1 ก็เพิกเฉย โจทก์จึงไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน โดยระบุในรายงานประจำวันว่า “…โจทก์กับพวก…ได้รับความเสียหาย…มอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย…” หลังจากนั้นโจทก์จึงนำคดีมาฟ้องศาลเองในความผิดฐานฉ้อโกง

          ศาลฎีกาได้พิจารณาประเด็นข้อกฎหมายเรื่อง "องค์ประกอบของคำร้องทุกข์" และไม่เห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยศาลฎีกาวางหลักการไว้ว่า

  1. กฎหมายไม่ได้บังคับเรื่องรูปแบบ: การร้องทุกข์นั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่ได้กำหนดรูปแบบหรือพิธีการไว้ว่าจะต้องทำอย่างไร หรือต้องใช้ถ้อยคำทางกฎหมายที่สลับซับซ้อนใดๆ เป็นแต่เพียงต้องได้ความว่าเป็นการแสดงเจตนาแจ้งความต่อเจ้าพนักงานเพื่อให้ดำเนินคดีอาญาเท่านั้น
  2. หน้าที่วินิจฉัยข้อหาเป็นของเจ้าพนักงานและศาล: โจทก์เป็นผู้ร่วมเล่นแชร์เป็นเงินจำนวนมาก และไม่ได้รับเงินคืนหลังจากเท้าแชร์ประกาศล้มวง การที่โจทก์ไปแจ้งความโดยบันทึกไว้ว่า "ได้รับความเสียหาย" และ "มอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย" ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์อย่างชัดเจนว่าประสงค์จะให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 แม้การแจ้งความนั้นโจทก์จะไม่ได้ระบุฐานความผิด หรืออ้างบทมาตรากฎหมาย ก็ไม่ทำให้คำร้องทุกข์นั้นเสียไป เนื่องจากการวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานใดนั้น เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานสอบสวนและศาล ไม่ใช่หน้าที่ของผู้เสียหาย
  3. คำร้องทุกข์สมบูรณ์ คดีไม่ขาดอายุความ: รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีดังกล่าวจึงถือเป็นคำร้องทุกข์ที่ชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) และมาตรา 123 วรรคสอง แล้ว เมื่อโจทก์ไปแจ้งความร้องทุกข์ภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีอาญาจึงไม่ขาดอายุความ และโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง

          ศาลฎีกาจึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 และสั่งให้ย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในประเด็นเรื่องความผิดฐานฉ้อโกงที่ยังไม่ได้วินิจฉัย แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป

บทสรุปและข้อคิดเตือนใจ

          เมื่อตกเป็นผู้เสียหายในคดีอาญา สิ่งสำคัญที่สุดคือ รีบไปแจ้งความภายใน 3 เดือน นับแต่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำผิด โดยไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องชื่อมาตราหรือฐานความผิด ขอเพียงตรวจสอบให้บันทึกประจำวันระบุชัดว่า "ตนเองได้รับความเสียหาย" และ "ประสงค์ให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย" เท่านี้ก็เป็นคำร้องทุกข์ที่สมบูรณ์และช่วยหยุดอายุความคดีอาญาได้แล้วครับ

 

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer

Visitors: 668,872