อยู่กินกันมา 5 ปี มาสู่ขอจัดงานแต่งแต่เทงานหนีไปมีคนอื่น ไม่มีของหมั้น ฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ไหม?

อยู่กินกันมา 5 ปี มาสู่ขอจัดงานแต่งแต่เทงานหนีไปมีคนอื่น ไม่มีของหมั้น ฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ไหม?


กรณีคู่รักที่อยู่กินกันมานานจนผู้ใหญ่รับรู้ ต่อมาฝ่ายชายพาผู้ใหญ่มาสู่ขออย่างเป็นทางการเพื่อจัดพิธีแต่งงานตามประเพณี แต่เมื่อฝ่ายหญิงเตรียมงาน จ่ายค่ามัดจำ และบอกกล่าวคนรู้จักแล้ว ฝ่ายชายกลับ "เทงานแต่ง" แอบหนีไปมีหญิงอื่น หลายคนมักเข้าใจว่า เมื่อไม่มีการให้ของหมั้น ย่อมไม่อาจฟ้องเรียกค่าเสียหายตามกฎหมายครอบครัวได้

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4684/2568 (ที่ประชุมใหญ่) ได้วางบรรทัดฐานใหม่ที่สำคัญยิ่ง โดยวินิจฉัยว่า ข้อตกลงจัดงานแต่งงานตามประเพณีถือเป็น "สัญญาประเภทหนึ่ง" เมื่อฝ่ายชายผิดสัญญา แม่ฝ่ายหญิงย่อมมีอำนาจฟ้องเรียกทั้งค่าจัดงานและค่าเสียหายต่อชื่อเสียงได้!

สรุปพฤติการณ์แห่งคดี (อยู่กินเกือบ 5 ปี ผู้ใหญ่มาสู่ขอ เทงานแต่งก่อนวันจริง 15 วัน)

          เริ่มจากจำเลยและบุตรสาวโจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากันมาตั้งแต่ปี 2558 เป็นเวลากว่า 4 ปี 8 เดือน โดยญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายรับรู้

          ต่อมา วันที่ 22 กันยายน 2563 จำเลยพร้อมมารดาและญาติเดินทางมาสู่ขอบุตรสาวโจทก์ โดยตกลงให้โจทก์ (แม่ฝ่ายหญิง) จัดงานพิธีแต่งงานตามประเพณีท้องถิ่นที่บ้านในวันที่ 23 มกราคม 2564

          โจทก์ได้เตรียมจัดงาน มัดจำค่าหมู ค่าเช่าเต็นท์ เครื่องเสียง ของชำร่วย ของรับไหว้ ชุดแต่งงาน การ์ดแต่งงาน ช่างภาพ และได้บอกกล่าวญาติและคนรู้จักด้วยวาจาไปแล้ว

           ก่อนถึงวันงานเพียง 15 วัน ฝ่ายหญิงจับได้ว่าจำเลยมีหญิงอื่น จำเลยเก็บของหนีออกจากห้องพัก และโทรแจ้งโจทก์ขอยกเลิกงานแต่ง แม้จำเลยจะจ่ายเงินชดใช้เบื้องต้นมา 20,000 บาท แต่โจทก์เห็นว่าเสียหายมากกว่านั้น จึงนำคดีมาฟ้องเรียกค่าเสียหาย 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

          จำเลยอ้างว่าอยู่กินกันมานานแล้ว และไม่มีการหมั้น (ไม่มีของหมั้น) จึงไม่อาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาหมั้น/สมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1439 ได้ อีกทั้งยังไม่ได้แจกการ์ดจึงไม่ทำให้เสียชื่อเสียง

            ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยข้อกฎหมายสำคัญ 3 ประเด็น ดังนี้

          1. ข้อตกลงจัดงานแต่งตามประเพณี คือ "สัญญา" (ไม่ต้องมีของหมั้นก็ฟ้องได้)

          ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่า การที่ฝ่ายจำเลยพาผู้ใหญ่มาสู่ขอและตกลงให้โจทก์จัดงานพิธีแต่งงานตามประเพณี ถือเป็นสัญญาประเภทหนึ่ง ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี จึงมีผลผูกพันบังคับได้ตามกฎหมาย

          กรณีนี้ มิใช่สัญญาจะสมรส (สัญญาหมั้น) เพราะทั้งคู่อยู่กินกันมานานเกือบ 5 ปีแล้ว จำเลยจึงไม่อาจอ้าง มาตรา 1439 (เรื่องไม่มีของหมั้นแล้วไม่ต้องรับผิด) มาปฏิเสธความรับผิดได้ เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ในฐานะคู่สัญญาจึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายได้โดยชอบ

          2. ค่าเสียหายจากการจัดงาน และ "ค่าเสียหายต่อชื่อเสียง"

           ค่ามัดจำต่าง ๆ เช่น ค่าหมู เต็นท์ เครื่องเสียง ของชำร่วย ชุดแต่งงาน ช่างภาพ ถือเป็นค่าเสียหายตามปกติจากการผิดสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 222 วรรคหนึ่ง (กำหนดให้ 50,000 บาท)

          แม้ยังไม่ได้แจกการ์ดเชิญอย่างเป็นทางการ แต่มีการบอกกล่าวด้วยวาจาแก่ญาติและคนรู้จักแล้ว การบอกยกเลิกกะทันหันเพราะไปมีหญิงอื่น ย่อมทำให้โจทก์และบุตรสาวอับอายและเสื่อมเสียชื่อเสียง ถือเป็นความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษที่จำเลยคาดเห็นได้ล่วงหน้าตาม มาตรา 222 วรรคสอง (กำหนดให้ 70,000 บาท) รวมค่าเสียหาย 120,000 บาท หักเงินที่จำเลยจ่ายมาแล้ว 20,000 บาท คงเหลือที่จำเลยต้องชดใช้ 100,000 บาท

          3. การคิดดอกเบี้ยตามกฎหมายใหม่

          ศาลฎีกาแก้ไขอัตราดอกเบี้ยให้ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. และกฎหมายดอกเบี้ยใหม่ โดยให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

บทสรุปของคดีนี้

          แม้จะอยู่กินด้วยกันมานานและไม่ได้มีการมอบสินสอดของหมั้น หากผู้ใหญ่ตกลงเรื่องจัดงานแต่งงานกันแล้ว ถือเป็นสัญญาทางแพ่ง หากฝ่ายใดเบี้ยวงานแต่ง อีกฝ่ายฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานผิดสัญญาได้ทันที และการเทงานแต่งจนทำให้ครอบครัวฝ่ายตรงข้ามต้องอับอายขายหน้าในสังคม ศาลถือเป็นความเสียหายพิเศษที่เรียกร้องเป็นตัวเงินได้ครับ

 

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer

Visitors: 669,922