ปลูกบ้านในที่ดินคนอื่นทั้งหลัง จะอ้างสร้างรุกล้ำโดยสุจริตไม่ได้ ศาลฎีกาสั่งรื้อถอนทันที
ปลูกบ้านในที่ดินคนอื่นทั้งหลัง จะอ้างสร้างรุกล้ำโดยสุจริตไม่ได้ ศาลฎีกาสั่งรื้อถอนทันที
หลายคนที่ได้รับความยินยอมจากบิดามารดาหรือญาติพี่น้องให้เข้าไปสร้างบ้าน สิ่งปลูกสร้าง หรือโรงเรือนทำกินในที่ดิน มักเกิดความเข้าใจผิดว่า เมื่อตนเองสร้างขึ้นโดยได้รับอนุญาตและสุจริตใจมาตั้งแต่ต้น ต่อมาหากเกิดข้อพิพาทจนถูกฟ้องขับไล่ ตนย่อมสามารถยกข้อต่อสู้เรื่อง "การสร้างโรงเรือนรุกล้ำโดยสุจริต" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 มาคุ้มครอง เพื่อไม่ต้องรื้อถอนบ้านทิ้งได้ แต่ในหลักกฎหมายที่แท้จริง คำว่า "สร้างรุกล้ำ" มีนิยามเฉพาะที่เคร่งครัดมาก และไม่อาจนำมาใช้ปะปนกับกรณีที่สร้างสิ่งปลูกสร้างลงในที่ดินของผู้อื่นทั้งหลังได้เลย
คดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4954/2566 เป็นข้อพิพาทมรดกภายในครอบครัว โดยมารดาเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 4478 ส่วนจำเลยซึ่งเป็นบุตรคนโตเป็นเจ้าของที่ดินแปลงติดกัน ก่อนปี 2536 มารดาได้อนุญาตให้จำเลยเข้ามาปลูกสร้างบ้านพักคนงาน โรงเก็บของ และสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ในที่ดินของมารดา ต่อมามารดาได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินแปลงนี้ให้แก่บุตรคนอื่นๆ รวม 9 คน โดยไม่รวมจำเลย พร้อมทั้งระบุข้อความชัดเจนในพินัยกรรมว่า เมื่อมารดาถึงแก่ความตาย ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกไปจากที่ดิน เมื่อมารดาเสียชีวิต โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกจึงฟ้องขับไล่จำเลยและขอให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป จำเลยได้ให้การต่อสู้และฟ้องแย้งเพียงประเด็นเดียวว่า ตนได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนนั้นแล้วโดยการครอบครองปรปักษ์
ในชั้นศาลอุทธรณ์ภาค 5 ศาลอุทธรณ์ได้หยิบยกประเด็นขึ้นมาเองว่า การที่จำเลยสร้างสิ่งปลูกสร้างโดยได้รับความยินยอมจากมารดา ถือเป็นการสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 1312 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงไม่ต้องรื้อถอน และพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ทำให้โจทก์ทั้งสองต้องยื่นฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาดังกล่าว
ศาลฎีกาได้วินิจฉัยชี้ขาดในสองประเด็นสำคัญ ทั้งเรื่องวิธีพิจารณาความและสาระสำคัญของกฎหมายเรื่องสร้างโรงเรือนรุกล้ำ ในประเด็นแรก ศาลฎีกาชี้ว่าจำเลยไม่ได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีในประเด็นเรื่องการสร้างโรงเรือนรุกล้ำโดยสุจริตมาแต่แรก และศาลชั้นต้นก็มิได้กำหนดเรื่องนี้เป็นประเด็นข้อพิพาท การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 หยิบยกประเด็นเรื่องความสุจริตตามมาตรา 1312 ขึ้นมาวินิจฉัยเอง จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา เพราะมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน
ในประเด็นที่สอง ศาลฎีกาได้อธิบายหลักกฎหมายตามมาตรา 1312 ไว้อย่างชัดเจนว่า การสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตนั้น จะต้องได้ความว่า "เจ้าของโรงเรือนสร้างโรงเรือนในที่ดินของตนเอง แต่มีบางส่วนของโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่น โดยส่วนที่รุกล้ำต้องเป็นส่วนน้อย และส่วนใหญ่อยู่ในที่ดินของตนเอง"
มิฉะนั้นจะไม่เรียกว่าเป็นการสร้างโรงเรือนรุกล้ำ แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดของจำเลยตั้งอยู่บนที่ดินของมารดาเต็มทั้งหลัง โดยอาศัยสิทธิที่มารดาอนุญาต และไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดของโรงเรือนตั้งอยู่ในที่ดินของจำเลยเลย กรณีจึงไม่อาจนำมาตรา 1312 เรื่องการสร้างโรงเรือนรุกล้ำโดยสุจริตมาปรับใช้ได้ เมื่อจำเลยอยู่โดยอาศัยสิทธิของมารดา ไม่ได้เปลี่ยนลักษณะการยึดถือ จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ และต้องปฏิบัติตามเจตนาในพินัยกรรม ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามศาลชั้นต้น คือสั่งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมด ขนย้ายบริวารออกไป และชดใช้ค่าเสียหายแก่กองมรดก
คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับคดีที่ดินว่า การสร้างโรงเรือนลงบนที่ดินผู้อื่นทั้งหลัง แม้เจ้าของเดิมจะเคยอนุญาตให้อยู่ ก็ไม่อาจอ้างกฎหมายเรื่อง "สร้างโรงเรือนรุกล้ำโดยสุจริต" เพื่อขอเปิดทางคุ้มครองไม่ให้รื้อถอนได้ เพราะการรุกล้ำตามกฎหมาย ตัวบ้านหลักต้องอยู่ในที่ดินของเราเองและเลยไปติดที่ดินข้างเคียงเพียงส่วนน้อยเท่านั้น หากสร้างอยู่ในที่ดินคนอื่นทั้งหลัง เมื่อเจ้าของหมดความยินยอมหรือมีคำสั่งตามพินัยกรรมให้ย้ายออก ผู้ครอบครองย่อมมีหน้าที่ต้องรื้อถอนและคืนที่ดินให้แก่เจ้าของกรรมสิทธิ์แต่โดยดี
ปรึกษากฎหมายโทร
ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer
สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi
หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z
สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn
หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap
www.closelawyer.co.th
ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer








