เซ็นใบยินยอมให้สามีกู้เงิน ไม่ได้แปลว่ายินยอมเป็นหนี้ร่วม

เซ็นใบยินยอมให้สามีกู้เงิน ไม่ได้แปลว่ายินยอมเป็นหนี้ร่วม

               เวลาจะไปยื่นกู้เงิน ขอสินเชื่อ หรือเบิกเงินเกินบัญชีกับทางธนาคาร สถาบันการเงินมักจะบังคับให้เรานำใบยินยอมไปให้ "คู่สมรส" (สามีหรือภริยา) เซ็นชื่อกำกับเสมอ หลายคนเข้าใจผิดว่าเมื่อเซ็นลงชื่อในช่อง "ผู้ให้ความยินยอมของคู่สมรส" ไปแล้ว ตัวเองจะต้องกลายเป็นลูกหนี้ร่วมที่ต้องร่วมชดใช้หนี้ก้อนนั้นหากแฟนเบี้ยวหนี้ขึ้นมา

              คำพิพากษาฎีกาที่ 5326/2568 ได้วางบรรทัดฐานสำคัญเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ ในครอบครัว โดยแยกแยะระหว่างคำว่า "การรับรู้/ให้ความยินยอม" กับ "การให้สัตยาบันร่วมรับผิดชอบหนี้" ไว้อย่างชัดเจน ซึ่งช่วยคุ้มครองสิทธิ์ของคู่สมรสไม่ให้ต้องตกเป็นแพะรับบาปชดใช้หนี้สินนับสิบล้านที่ตนเองไม่ได้ก่อครับ

ชนวนเหตุ: แฟนขอวงเงินตั๋วเงิน 22 ล้าน แบงก์ฟ้องทวงคู่สมรสหลังหนี้เน่า

             คดีนี้ จำเลยที่ 1 (สามี) ได้เข้าทำสัญญาขอมีวงเงินและขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินกับธนาคารโจทก์หลายครั้งติดต่อกัน ตั้งแต่ปี 2552 ถึงปี 2555 จนขยับวงเงินรวมสูงถึง 22,000,000 บาท โดยในการขอวงเงินทุกครั้ง จำเลยที่ 2 (ภรรยาที่จดทะเบียนสมรส) ได้เซ็นชื่อลงใน "หนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรม" ส่งให้แก่ธนาคารตามระเบียบ

             ต่อมาสามีเกิดปัญหาทางธุรกิจและผิดนัดชำระหนี้จนกลายเป็นหนี้เสีย มียอดหนี้ค้างชำระรวมดอกเบี้ยพุ่งสูงถึง 21,217,979.43 บาท ธนาคารจึงยื่นฟ้องศาลเพื่อบังคับยึดทรัพย์จำนอง และเรียกให้ทั้งสามีและภรรยา "ร่วมกันรับผิดชอบอย่างลูกหนี้ร่วม" ในเงินต้นที่เหลือประมาณ 17 ล้านบาท โดยในคดีนี้จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

            ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เฉพาะสามี (จำเลยที่ 1) ชำระหนี้และให้ยึดทรัพย์จำนองได้ แต่ตัดสินให้ "ยกฟ้องในส่วนของภรรยา (จำเลยที่ 2)" ธนาคารไม่ยอมแพ้จึงยื่นฎีกาต่อศาลสูง โดยอ้างว่าการที่ภรรยาเซ็นใบยินยอมสินเชื่อทุกลักษณะ ย่อมหมายความว่าหนี้ก้อนนี้ต้องกลายเป็น "หนี้ร่วม" ของสามีภริยาที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน

ปมกฎหมายที่ 1: การจัดการสินสมรส กับ การก่อหนี้ส่วนตัว

           ศาลฎีกาได้กางประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อแก้ความเข้าใจผิดของสถาบันการเงิน โดยอธิบายแยกออกเป็นสองเรื่องดังนี้:

           เรื่องแรกคือ การจัดการสินสมรส (มาตรา 1476): กฎหมายบังคับว่าการทำนิติกรรมสำคัญบางอย่าง เช่น การขายบ้าน ซื้อที่ดิน หรือให้เช่าทรัพย์สินเกิน 3 ปี สามีและภริยาต้องจัดการร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่าย

           เรื่องที่สองคือ การก่อหนี้ร่วมของสามีภริยา (มาตรา 1490): ศาลฎีกาชี้ชัดว่า การที่สามีไปขอวงเงินสินเชื่อหรือกู้เงินมาทำธุรกิจส่วนตัวนั้น "ไม่ใช่เรื่องการจัดการสินสมรสตามมาตรา 1476 และไม่ได้เป็นหนี้ร่วมโดยอัตโนมัติ" ดังนั้น การนำใบยินยอมมาอ้างอิงเพื่อมัดตัวภรรยาให้เป็นลูกหนี้ร่วมจึงไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมายจัดการทรัพย์สิน

ปมกฎหมายที่ 2: "เซ็นยินยอมเป็นการทั่วไป" หาใช่ "การให้สัตยาบัน"

           จุดไคลแมกซ์ของคดีนี้อยู่ที่ข้อความในหนังสือยินยอมที่ภรรยาเซ็น ซึ่งเขียนระบุไว้กว้างๆ ว่า ขอให้ความยินยอมต่อการที่คู่สมรสจะทำคำขอ สัญญา หรือข้อตกลงเกี่ยวกับสินเชื่อทุกลักษณะกับธนาคาร

           ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่กฎหมายจะสั่งให้คู่สมรสต้องมาร่วมรับผิดชอบหนี้สินที่อีกฝ่ายก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ตัวเองได้นั้น ตามมาตรา 1490 (4) มีเงื่อนไขเดียวคือ คู่สมรสอีกฝ่ายจะต้อง "ให้สัตยาบัน" ในหนี้ก้อนนั้น คำว่า "ให้สัตยาบัน" ในทางกฎหมาย หมายถึงการแสดงเจตนาเข้าไป "รับรองหนี้ที่เกิดขึ้นมาแล้ว" ว่าตนเองยินดีจะร่วมผูกพันและชดใช้หนี้ก้อนนั้นด้วย

          แต่ข้อความในหนังสือยินยอมของคดีนี้ มีลักษณะเป็นการให้ความยินยอมไว้ล่วงหน้าเป็นการทั่วไป เป็นเพียง "การแสดงเจตนาว่ารับรู้" ว่าสามีจะไปทำนิติกรรมกู้เงินเท่านั้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ใดๆ เลยว่าภรรยาได้เข้าไปรับรองมูลหนี้ 17 ล้านบาทที่สามีก่อขึ้นแล้ว

          เมื่อภรรยาไม่ได้ให้สัตยาบันผูกพันตนเอง หนี้ก้อนนี้จึงยังคงเป็น "หนี้ส่วนตัว" ของสามีแต่เพียงผู้เดียว ภรรยาจึงไม่ต้องร่วมรับผิดชอบชดใช้หนี้ 17 ล้านบาทนี้ร่วมกับสามีแต่อย่างใด ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนให้ยกฟ้องภรรยาไปในที่สุด

          คดีนี้ชี้ชัดว่า "ใบยินยอมของคู่สมรส" ที่ธนาคารชอบให้เซ็นเวลาขอสินเชื่อ เป็นเพียงหลักฐานอุดช่องว่างเพื่อยืนยันว่าอีกฝ่ายรับรู้ ไม่ใช่ยันต์วิเศษที่จะเปลี่ยนสิทธิ์ให้ธนาคารหันมาทวงหนี้หรือฟ้องยึดทรัพย์สินส่วนตัวของคู่สมรสได้ หากคู่สมรสไม่ได้เซ็นสัญญาในฐานะ "ผู้กู้ร่วม" หรือ "ผู้ค้ำประกัน" หรือทำเอกสาร "รับสภาพหนี้ร่วม" (ให้สัตยาบัน) ภายหลังจากที่หนี้เกิดแล้ว แบงก์ก็ไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องตัวคุณครับ

 

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer

 

Visitors: 667,595