ศาลตั้งผู้จัดการมรดกร่วมกัน ต่อมาคนหนึ่งขอถอนตัว คนที่เหลือมีสิทธิจัดการมรดกต่อได้ไหม

ศาลตั้งผู้จัดการมรดกร่วมกัน ต่อมาคนหนึ่งขอถอนตัว คนที่เหลือมีสิทธิจัดการมรดกต่อได้ไหม

             พินัยกรรมเป็นเอกสารสำคัญที่เจ้ามรดกใช้แสดงเจตนารมณ์ในการจัดสรรทรัพย์สินรวมถึงการเลือกตัว "ผู้จัดการมรดก" หลายครั้งเจ้ามรดกมักตั้งผู้จัดการมรดกไว้มากกว่า 1 คนเพื่อให้ช่วยกันดูแล แต่ถ้าวันหนึ่งผู้จัดการมรดกคนหนึ่งเกิดทำต่อไม่ไหวแล้วขอถอนตัวขึ้นมา คนที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวจะยังคงมีอำนาจทำหน้าที่ต่อไปได้หรือไม่ คำพิพากษาฎีกาที่ 5699/2568 ได้วางหลักกฎหมายเพื่อคุ้มครองเจตนารมณ์ของเจ้ามรดกและรักษาความต่อเนื่องในการจัดแบ่งมรดกไว้อย่างชัดเจนครับ

ชนวนเหตุ ผู้จัดการมรดกร่วมขอถอนตัวเพราะปัญหาสุขภาพ

            คดีนี้เจ้ามรดก (นายเจริญ) ได้ทำพินัยกรรมตั้งให้ผู้ร้องทั้งสองคน (นายวิสูตร และนางพิมพ์นิภา) ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดก โดยในพินัยกรรมมีข้อความระบุไว้ว่า “...ให้ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดก... ยกเว้น คนหนึ่งคนใดสละสิทธิ์หรือขอถอนตัว...” ซึ่งต่อมาศาลก็ได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้ทั้งสองคนเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันตามพินัยกรรมจนคดีถึงที่สุด

            หลังจากร่วมกันจัดการมรดกไปได้ส่วนหนึ่ง ผู้ร้องที่ 1 (ผู้จัดการมรดกคนแรก) เริ่มมีปัญหาสุขภาพเนื่องจากสูงอายุและมีโรคประจำตัว จึงได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอถอนตัวออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก โดยขอให้ผู้ร้องที่ 2 ทำหน้าที่ต่อไปเพียงลำพัง ซึ่งศาลชั้นต้นก็สั่งอนุญาตให้ถอนตัวได้ แต่ศาลชั้นต้นดันไปเขียนบันทึกท้ายรายงานกระบวนพิจารณาในทำนองชี้แจงว่า เมื่อผู้ร้องที่ 1 ถอนตัวไปแล้ว ผู้ร้องที่ 2 ก็จะไม่มีอำนาจจัดการมรดกเพียงลำพังอีกต่อไป

             ฝ่ายผู้ร้องที่ 2 ไม่เห็นด้วยจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนบันทึกดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กลับพิพากษายกคำร้อง คดีจึงต้องขึ้นสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกา

ประเด็นที่ 1 การเขียน "คำชี้แจง" ในรายงานกระบวนพิจารณา ถือเป็นคำวินิจฉัยของศาล

             ในแง่วิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลล่างเคยมองว่าสิ่งที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้นั้นเป็นเพียง "คำชี้แจง" ไม่ใช่คำสั่งอย่างเป็นทางการ โจทก์จึงไม่มีสิทธิมาขอเพิกถอนฐานผิดระเบียบ

             แต่ศาลฎีกาเล็งเห็นถึงเนื้อหาที่แท้จริงและชี้ขาดว่า แม้ศาลชั้นต้นจะใช้รูปแบบข้อความเป็นการชี้แจง แต่ในทางเนื้อหาแล้ว มันมีผลโดยปริยายเท่ากับศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้วว่าผู้ร้องที่ 2 ไม่มีอำนาจจัดการมรดก ซึ่งคำวินิจฉัยนี้ย่อมกระทบต่อสิทธิของคู่ความและสามารถนำไปใช้อ้างอิงได้ ดังนั้น การที่ผู้ร้องที่ 2 ยื่นอุทธรณ์ฎีกาต่อมา จึงถือเป็นการโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลโดยชอบแล้ว

ประเด็นที่ 2 เหลือผู้จัดการมรดกคนเดียว กฎหมายให้สิทธิลุยเดี่ยวได้ (ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1715)

             ในประเด็นหลักแห่งคดี ศาลฎีกาได้นำ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1715 วรรคสองมาตีความ ซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจนว่า ถ้ามีผู้จัดการมรดกหลายคน แต่บางคนไม่สามารถหรือไม่เต็มใจที่จะจัดการ และยังเหลือผู้จัดการมรดกอยู่เพียงคนเดียว ผู้นั้นมีสิทธิที่จะจัดการมรดกได้โดยลำพัง (เว้นแต่พินัยกรรมจะเขียนห้ามไว้เป็นอย่างอื่น)

            เมื่อหันไปดูข้อกำหนดในพินัยกรรมของคดีนี้ เจ้ามรดกเขียนข้อยกเว้นไว้ชัดเจนว่า "ยกเว้น คนหนึ่งคนใดสละสิทธิ์หรือขอถอนตัว" ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาอย่างลึกซึ้งของเจ้ามรดกว่า หากคนใดคนหนึ่งทำต่อไม่ไหว ก็ตั้งใจให้อีกคนหนึ่งรับไม้ต่อและทำหน้าที่จัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียวต่อไปได้เลย ซึ่งสอดคล้องกับหลักกฎหมายมาตรา 1715 ทุกประการ มิฉะนั้นแล้ว การจัดแบ่งมรดกที่ยังค้างคาอยู่ก็จะไม่สามารถดำเนินต่อไปได้และจะสร้างความเสียหายแก่ทายาท

            ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำชี้แจงของศาลชั้นต้น และตัดสินให้ผู้ร้องที่ 2 มีอำนาจเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเพื่อดำเนินการตามพินัยกรรมและกฎหมายต่อไปเพียงลำพังได้

           บทเรียนจากคดีนี้ สัญญาร่วมหรือคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกคู่ ไม่ได้เป็นอันต้องล้มพับไปหากมีคนใดคนหนึ่งถอนตัว ตราบใดที่พินัยกรรมไม่ได้เขียนห้ามไว้ชัดเจน กฎหมายแพ่งเปิดช่องให้คนที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวสามารถ "ลุยเดี่ยว" จัดการมรดกต่อไปได้โดยชอบ เพื่อไม่ให้กระบวนการแบ่งทรัพย์สินต้องสะดุดหยุดลงครับ

ปรึกษากฎหมายโทร
ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer
สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi
หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z
สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn
หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap
www.closelawyer.co.th
ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer

 

Visitors: 667,287