ต่อยหน้าบวมช้ำ หมอสั่งรักษา 7 วัน ทำไมศาลฎีกาชี้ยังไม่เป็นอันตรายแก่กาย

ต่อยหน้าบวมช้ำ หมอสั่งรักษา 7 วัน ทำไมศาลฎีกาบอก "ยังไม่เป็นอันตรายแก่กาย"?

          ในคดีทำร้ายร่างกาย ข้อถกเถียงสำคัญในทางปฏิบัติมักอยู่ที่ความรุนแรงของบาดแผลว่าเข้าข่ายเป็น "อันตรายแก่กายหรือจิตใจ" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 หรือเป็นเพียงการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ อันเป็นความผิดลหุโทษตามมาตรา 391

          เส้นแบ่งของสองมาตรานี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะส่งผลโดยตรงต่ออัตราโทษและการลงโทษผู้สนับสนุนตามกฎหมาย ซึ่งหลายคนมักเข้าใจว่า หากมีบาดแผลปรากฏบนร่างกายและแพทย์มีความเห็นให้รักษาตัว ย่อมต้องเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามมาตรา 295 เสมอไป

          ทว่าในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4947/2531 ได้วางบรรทัดฐานในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานและลักษณะบาดแผลไว้อย่างน่าสนใจ โดยในคดีดังกล่าวเกิดเหตุการณ์ที่พวกของจำเลยได้เข้าทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานด้วยการใช้เท้าถีบและใช้มือชกเข้าที่ใบหน้า

          ผลจากการตรวจชันสูตรบาดแผลปรากฏว่า ผู้เสียหายมีรอยบาดแผลฟกช้ำที่บริเวณใบหน้าด้านซ้ายเพียงแห่งเดียว และแพทย์ผู้ตรวจได้ลงความเห็นไว้ในรายงานว่าใช้เวลารักษาประมาณ 7 วัน โดยฝ่ายโจทก์ไม่ได้นำสืบพยานแพทย์เพื่อให้เห็นความรุนแรงของการบาดเจ็บมากไปกว่าเอกสารดังกล่าว

          ศาลฎีกาได้วินิจฉัยข้อกฎหมายในประเด็นนี้ว่า การที่ผู้เสียหายได้รับบาดแผลฟกช้ำที่ใบหน้าด้านซ้ายเพียงแห่งเดียว และแพทย์ลงความเห็นว่ารักษาประมาณ 7 วัน โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาแสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บหรือได้รับผลกระทบต่อร่างกายมากกว่านี้

          พฤติการณ์แห่งบาดแผลเพียงเท่านี้ยังไม่อาจรับฟังได้ว่า ผู้เสียหายถูกทำร้ายจนถึงขั้นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 การกระทำของฝ่ายผู้ลงมือทำร้ายจึงมีความผิดเพียงแค่ฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามมาตรา 391 เท่านั้น

          ผลจากการที่การกระทำถูกปรับลดระดับลงมาเป็นเพียงความผิดลหุโทษตามมาตรา 391 ได้ส่งผลกระทบลูกโซ่มาถึงตัวจำเลย ซึ่งถูกฟ้องว่าร่วมทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานตามมาตรา 296 โดยศาลเห็นว่าบทบาทของจำเลยที่ตะโกนยุยงให้พวกเข้าไปทำร้าย แม้จะลงโทษฐานเป็นผู้ร่วมกระทำผิดหรือผู้ใช้ไม่ได้เพราะข้อเท็จจริงต่างจากฟ้อง แต่การกระทำนั้นยังถือเป็นความผิดฐาน "ผู้สนับสนุน" ตามมาตรา 86

          เมื่อการกระทำของตัวการหลักเป็นเพียงความผิดลหุโทษตามมาตรา 391 กฎหมายอาญา มาตรา 106 ได้บัญญัติยกเว้นไว้ชัดเจนว่า ผู้สนับสนุนในความผิดลหุโทษไม่ต้องรับโทษ จำเลยจึงรอดพ้นจากการรับโทษในข้อหานี้ไปโดยผลของกฎหมาย

          คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ชี้ให้เห็นถึงดุลพินิจของศาลในการวินิจฉัยคำว่า "อันตรายแก่กาย" อย่างแท้จริงว่า ความเห็นของแพทย์ที่ระบุระยะเวลารักษา 7 วัน มิใช่เครื่องชี้ขาดโดยอัตโนมัติว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายเสมอไป หากบาดแผลมีเพียงรอยฟกช้ำจุดเดียว ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานของร่างกาย หรือไม่มีอาการบาดเจ็บรุนแรงอื่นร่วมด้วย ศาลย่อมมองว่าเป็นเพียงความเสียหายระดับเล็กน้อยที่ยังไม่ก้าวล่วงไปถึงขั้นอันตรายแก่กายตามมาตรา 295

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer

Visitors: 671,356