หย่ากันตกลงให้ลูกอยู่กับแม่ แต่ลูกย้ายมาอยู่กับพ่อแล้ว พ่อยังต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูให้แม่อยู่ไหม
หย่ากันตกลงให้ลูกอยู่กับแม่ แต่ลูกย้ายมาอยู่กับพ่อแล้ว พ่อยังต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูให้แม่อยู่ไหม ?
ปัญหาเรื่องการหย่าร้างมักพ่วงมาด้วยสัญญาหรือหนังสือข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า โดยเฉพาะเรื่อง "ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร" ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตกลงจะส่งเสียเลี้ยงดูเป็นรายเดือน ทว่าในชีวิตจริง เมื่อวันเวลาผ่านไป สถานการณ์และพฤติการณ์ในการเลี้ยงดูเด็กย่อมอาจเปลี่ยนแปลงได้ คำพิพากษาฎีกาที่ 1218/2567 ได้วางหลักการตีความเจตนารมณ์ของสัญญาหย่าเอาไว้อย่างเป็นธรรม โดยยึดเอาประโยชน์สูงสุดและข้อเท็จจริงในการเลี้ยงดูบุตรเป็นตัวตั้งเหนือตัวอักษรในสัญญา
คดีนี้เริ่มต้นจากสามีและภรรยาคู่หนึ่งได้จดทะเบียนหย่ากัน โดยทำหนังสือข้อตกลงท้ายหย่าระบุว่า ให้ฝ่ายหญิงเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว และฝ่ายชาย (ผู้ร้อง) ตกลงจะจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรให้แก่ฝ่ายหญิง (ผู้คัดค้าน) เดือนละ 20,000 บาท โอนเข้าบัญชีของฝ่ายหญิงทุกครั้งจนกว่าบุตรจะมีงานทำ แต่ต่อมาหลังจากหย่าได้ไม่นาน พฤติการณ์กลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 บุตรผู้เยาว์ได้ย้ายมาพักอาศัยอยู่กับฝั่งพ่อเป็นการถาวร และพ่อก็เป็นผู้รับผิดชอบจ่ายค่าใช้จ่ายทุกอย่างของลูกแต่เพียงผู้เดียวมาโดยตลอด
ฝ่ายพ่อจึงยื่นคำร้องต่อศาลขอเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครอง และขอให้ตนไม่ต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูเดือนละ 20,000 บาทให้แก่ฝ่ายหญิงอีกต่อไป ในขณะที่ฝ่ายหญิงยื่นฟ้องแย้งกลับมา สู้ด้วยหลักสัญญาว่า อย่างไรเสียพ่อก็ต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูตามที่เคยเซ็นสัญญาท้ายหย่าไว้ จะมาเบี้ยวไม่จ่ายไม่ได้ และเรียกร้องให้พ่อจ่ายเงินค่าเลี้ยงดูย้อนหลังรวมถึงเงินในอนาคต
ศาลฎีกาได้พิจารณาแยกแยะประเด็นข้อกฎหมายออกเป็นสองส่วนอย่างละเอียด
ส่วนแรก คือช่วงเวลาก่อนที่ลูกจะย้ายมาอยู่กับพ่อ (ตั้งแต่ปี 2561 ถึง กุมภาพันธ์ 2563) ศาลตรวจพยานหลักฐานและสเตทเมนต์การโอนเงินแล้วพบว่า ฝ่ายพ่อยังโอนเงินให้ไม่ครบตามยอดเดือนละ 20,000 บาท แม้พ่อจะอ้างว่ามีการให้เงินสดแก่ลูกโดยตรง หรือช่วยจ่ายค่าไฟค่าอินเทอร์เน็ตให้ แต่เมื่อไม่มีหลักฐานชัดเจนและฝ่ายหญิงไม่ได้ยินยอมรับรู้ด้วย ศาลจึงไม่นำมาหักลบให้ และตัดสินให้ฝ่ายพ่อยังคงต้องชำระค่าเลี้ยงดูที่ค้างเก่าในช่วงนั้นให้แก่ฝ่ายหญิงตามสัญญา
ส่วนที่สอง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของคดี คือช่วงเวลาหลังจากที่ลูกย้ายมาอยู่กับพ่ออย่างถาวรแล้ว (ตั้งแต่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไป) ศาลฎีกาวินิจฉัยวางหลักกฎหมายไว้อย่างลึกซึ้งว่า มูลเหตุเดิมที่ทั้งสองฝ่ายเคยตกลงให้พ่อต้องโอนเงินเดือนละ 20,000 บาทให้แม่นั้น ก็เนื่องมาจากในขณะทำสัญญาลูกยังพักอาศัยอยู่กับแม่ แต่เมื่อข้อเท็จจริงในปัจจุบันเปลี่ยนไป โดยลูกย้ายมาอยู่กับพ่อและพ่อเป็นคนออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดเองแล้ว หากศาลยังคงบังคับให้พ่อต้องโอนเงินก้อนนี้ไปให้แม่ซ้ำอีก ก็เท่ากับเป็นการบังคับให้พ่อต้องจ่ายเงินซ้ำซ้อนและเพิ่มขึ้นจากที่ตกลงกันไว้ ซึ่งจะขัดต่อเจตนารมณ์ที่แท้จริงของคู่สัญญาที่ประสงค์จะให้เงินก้อนนี้ถูกนำไปใช้เพื่อ "การเลี้ยงดูบุตรอย่างแท้จริง" ศาลฎีกาจึงพิพากษาว่า ฝ่ายพ่อไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าเลี้ยงดูให้แก่ฝ่ายหญิงนับตั้งแต่วันที่ลูกย้ายมาอยู่ด้วยเป็นต้นไป
นอกจากนี้ ศาลฎีกายังได้ย้ำเตือนหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 และมาตรา 1598/38 ว่า หน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์นั้น เป็นหน้าที่ร่วมกันของทั้งบิดาและมารดา ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง โดยศาลมีอำนาจกำหนดเงินค่าเลี้ยงดูตามความสามารถของผู้ให้และฐานะของผู้รับ เมื่อพิจารณาว่าฝ่ายพ่อมีเงินเดือนประจำแสนกว่าบาทแต่มีภาระหนี้สินสูง ขณะที่ฝ่ายหญิงประกอบอาชีพอิสระและค้าขายออนไลน์มีรายได้ไม่น้อยกว่าสามแสนบาทต่อปี ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องตามศาลล่างให้ฝ่ายหญิงต้องช่วยแชร์ค่าเลี้ยงดูบุตรส่งกลับมาให้ฝ่ายพ่อเดือนละ 5,000 บาท จนกว่าลูกจะบรรลุนิติภาวะ
คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้จึงเป็นบรรทัดฐานที่ชัดเจนว่า สัญญาท้ายหย่าเกี่ยวกับค่าเลี้ยงดูบุตรไม่ใช่สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ หากพฤติการณ์ในการอุปการะเลี้ยงดูเด็กเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ กฎหมายพร้อมจะตีความตามความจริงที่เกิดขึ้น เพื่อคุ้มครองความยุติธรรมและรักษาผลประโยชน์สูงสุดของตัวเด็กเป็นสำคัญ
ดูคลิปความรู้กฎหมายได้ที่ https://youtu.be/tBo7h8RQdJ0
ปรึกษากฎหมายโทร
ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer
สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi
หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z
สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn
หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap
www.closelawyer.co.th
ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer








