ขับรถชนคนตาย-ขาขาด ประกันจ่ายเงิน พ.ร.บ. แล้วจบจริงหรือไม่?

ขับรถชนคนตาย-ขาขาด ประกันจ่ายเงิน พ.ร.บ. แล้วจบจริงหรือไม่?

          อุบัติเหตุจราจรที่ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและร่างกาย มักมีประเด็นข้อพิพาทควบคู่กันทั้งในทางแพ่งและทางอาญา โดยเฉพาะบทบาทของบริษัทผู้รับประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 หรือประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ที่มักเข้ามาเจรจาจ่ายเงินเยียวยาเบื้องต้นแก่ผู้เสียหายและจัดทำบันทึกข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมยอมความ

          ซึ่งในหลายกรณีมักมีการระบุข้อความครอบจักรวาลทำนองว่า “ผู้เสียหายได้รับเงินแล้ว ตกลงไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายใดๆ ทั้งทางแพ่งและทางอาญาต่อบริษัทประกันภัยและผู้เกี่ยวข้องอีกต่อไป โดยให้ถือว่ามูลหนี้ละเมิดระงับสิ้นไป” ข้อความดังกล่าวสร้างความเข้าใจผิดแก่ผู้ขับขี่ที่เป็นฝ่ายประมาทอยู่เสมอว่า เมื่อประกันภัยจ่ายเงินและผู้เสียหายลงชื่อยอมความแล้ว ตนเองย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในทางแพ่งทั้งหมด รวมถึงสามารถนำข้อตกลงนี้มาใช้อ้างเพื่อขอให้ศาลรอการลงโทษจำคุกในคดีอาญาได้

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7754/2568 ได้วางแนวบรรทัดฐานสำคัญ โดยคดีนี้จำเลยขับรถกระบะมาด้วยความเร็วสูงในทางตรงซึ่งมีฝนตก ถนนลื่น และมีป้ายเตือนการก่อสร้าง ทั้งยังเป็นจุดกลับรถและทางแยก จำเลยไม่ได้ชะลอความเร็วและไม่มีรอยห้ามล้อ จนพุ่งชนท้ายรถจักรยานยนต์ที่แล่นอยู่ข้างหน้าในช่องทางเดียวกันอย่างรุนแรง ส่งผลให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ได้รับบาดเจ็บสาหัส เส้นเลือดขาขาดจนต้องตัดขาขวาและกลายเป็นผู้พิการตลอดชีวิต

          ส่วนผู้โดยสารที่นั่งซ้อนท้ายถึงแก่ความตายในที่เกิดเหตุ พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง แต่จำเลยกลับให้การปฏิเสธและต่อสู้คดีมาโดยตลอดว่ารถจักรยานยนต์ขับตัดหน้ากะทันหัน ซึ่งขัดแย้งกับผลการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ของรอยเฉี่ยวชนและสะเก็ดสีของรถทั้งสองคันอย่างสิ้นเชิง

          ในระหว่างการดำเนินคดี มารดาและบุตรของผู้ตาย รวมถึงผู้บาดเจ็บ ได้ยื่นคำร้องขอรับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี และปรับ 40,000 บาท แต่ให้รอการลงโทษไว้ พร้อมสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย ต่อมาพนักงานอัยการโจทก์ได้อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษ

          ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่าไม่รอการลงโทษจำคุก จำเลยจึงฎีกาต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยข้อกฎหมายในเรื่องสัญญาประกันภัยและมูลหนี้ละเมิดว่า การจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยโดยเร่งด่วน โดยไม่ต้องรอการพิสูจน์ความรับผิดว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิด

          และกฎหมายในมาตรา 22 ได้บัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งว่า การได้รับชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นไม่เป็นการตัดสิทธิผู้ประสบภัยที่จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อีกทั้งในมาตรา 31 ยังกำหนดให้บริษัทประกันภัยมีสิทธิไล่เบี้ยเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากผู้กระทำละเมิดได้ แสดงว่าการจ่ายเงินตาม พ.ร.บ. ไม่ใช่การจ่ายเงินเพื่อระงับหนี้ละเมิดให้เสร็จเด็ดขาด

          ดังนั้น การที่บริษัทประกันภัยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับฝ่ายผู้เสียหาย จึงเป็นเพียงการตกลงระงับข้อพิพาทตามสัญญาประกันวินาศภัยในหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น หาใช่การทำสัญญาเพื่อระงับมูลหนี้ละเมิดแทนตัวจำเลยไม่ ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีผลเพียงทำให้จำเลยหลุดพ้นความรับผิดเฉพาะยอดเงินค่าปลงศพที่ประกันภัยจ่ายไปเท่านั้น แต่หาได้ทำให้ความรับผิดในค่าขาดไร้อุปการะหรือค่าสินไหมทดแทนส่วนอื่นระงับไปด้วยไม่

          คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนสติผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงจนมีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส การพึ่งพาเพียงเงินประกันภัยภาคบังคับหรือการที่ประกันภัยทำสัญญาจ่ายเงินเยียวยาเบื้องต้นไปนั้น ไม่อาจนำมาเป็นเกราะคุ้มกันให้พ้นโทษทางอาญาหรือลบล้างหนี้ละเมิดที่เหลือได้ ตัวผู้ขับขี่เองจะต้องสำนึกในการกระทำและเยียวยาผู้เสียหายอย่างจริงใจ มิเช่นนั้นนอกจากจะต้องชดใช้ค่าเสียหายส่วนที่เหลืออีกเป็นจำนวนมากแล้ว ยังต้องเผชิญกับโทษจำคุกจริงโดยไม่ได้รับการรอลงอาญาอีกด้วย

 

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer

Visitors: 671,432