จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้แต่ไม่มีใบเสร็จที่เจ้าหนี้เซ็นรับ ลูกหนี้จะนำสืบต่อสู้คดีในศาลได้หรือไม่ ?

จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้แต่ไม่มีใบเสร็จที่เจ้าหนี้เซ็นรับ ลูกหนี้จะนำสืบต่อสู้คดีในศาลได้หรือไม่ ?

          ปัญหาคลาสสิกในคดีกู้ยืมเงินที่มักพบเห็นในศาลเป็นประจำ คือเมื่อลูกหนี้ได้ผ่อนชำระดอกเบี้ยให้แก่เจ้าหนี้มาโดยตลอด แต่เมื่อมีข้อพิพาทฟ้องร้อง ฝ่ายเจ้าหนี้มักยกข้อต่อสู้ทางเทคนิคกฎหมายขึ้นตัดฟ้องว่า เอกสารที่ลูกหนี้นำมาแสดง เช่น สลิปโอนเงิน บันทึกการจ่ายเงิน หรือสมุดบัญชี ไม่มีลายมือชื่อของเจ้าหนี้ลงชื่อรับเงิน ไม่มีการส่งคืนสัญญากู้ และไม่มีการแทงเพิกถอนในสัญญา จึงต้องห้ามมิให้นำสืบการชำระเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 892/2568 ได้ตอกย้ำบรรทัดฐานสำคัญเกี่ยวกับขอบเขตของ มาตรา 653 วรรคสอง ไว้อย่างชัดเจนว่า ข้อจำกัดเรื่องการนำสืบการใช้เงินตามบทบัญญัตินี้ ใช้บังคับเฉพาะการชำระ “ต้นเงิน” เท่านั้น ไม่ครอบคลุมถึง “ดอกเบี้ย” แต่อย่างใด

สรุปพฤติการณ์แห่งคดี

          คดีนี้โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้จำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยและขอให้บังคับจำนองที่ดิน จำเลยให้การต่อสู้ว่า แท้จริงแล้วโจทก์คิดดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อเดือน หรือร้อยละ 24 ต่อปี ซึ่งเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยจึงตกเป็นโมฆะ และจำเลยได้โอนเงินชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เดือนละ 8,000 บาท รวมเป็นเงิน 208,000 บาท จึงขอให้นำเงินดังกล่าวมาหักออกจากต้นเงิน

          แต่ข้อต่อสู้สำคัญในเชิงวิธีสบัญญัติคือ เอกสารการโอนเงินและบันทึกจำนวนเงินที่จำเลยนำมาอ้างนั้น เป็นเอกสารที่จำเลยทำขึ้นฝ่ายเดียว ไม่มีลายมือชื่อของโจทก์ผู้ให้กู้ลงชื่อรับเงิน ไม่มีการเวนคืนสัญญากู้ และไม่มีการสลักหลังแทงเพิกถอนในสัญญากู้เดิม ทำให้เกิดประเด็นข้อกฎหมายว่า จำเลยจะสามารถนำพยานหลักฐานดังกล่าวเข้าสืบในศาลเพื่อพิสูจน์การจ่ายดอกเบี้ยได้หรือไม่

ศาลฎีกาได้พิจารณาตีความบทบัญญัติแห่งกฎหมายและวางหลักเกณฑ์ไว้ดังนี้

          1. เจตนารมณ์ของ มาตรา 653 วรรคสอง หมายถึงเฉพาะการชำระต้นเงิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า ในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น จะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดง หรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว

          บทบัญญัติดังกล่าวมีความหมายจำกัดเฉพาะ "การนำสืบการชำระคืนต้นเงินกู้ยืม" เท่านั้น หาได้รวมไปถึง "การนำสืบการชำระดอกเบี้ย" ด้วยไม่ ดังนั้น แม้จำเลยจะไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือที่โจทก์ลงลายมือชื่อรับเงินดอกเบี้ย จำเลยก็ไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับของมาตรานี้ และมีสิทธินำสืบพยานหลักฐานการชำระดอกเบี้ยได้โดยชอบ

          2. รูปแบบการชำระเงินผ่านการโอนบัญชีธนาคาร นอกจากประเด็นเรื่องดอกเบี้ยแล้ว การชำระเงินตามฟ้องเป็นการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของโจทก์ มิใช่การส่งมอบชำระหนี้ด้วยเงินสด ซึ่งตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา การโอนเงินผ่านระบบธนาคารย่อมมีบันทึกรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีอันเป็นพยานหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงไม่ต้องห้ามนำสืบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ประกอบมาตรา 653 วรรคสอง จำเลยจึงชอบที่จะนำเอกสารการโอนเงินจำนวน 208,000 บาท เข้าสืบต่อศาลได้

          3. ผลของการรับฟังพยานหลักฐานต่อยอดหนี้ เมื่อศาลรับฟังพยานหลักฐานได้ว่าจำเลยได้ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ไปแล้วจริงจำนวน 208,000 บาท ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกนั้นเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งตกเป็นโมฆะตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยดังกล่าว ศาลจึงพิพากษาให้นำเงินดอกเบี้ย 208,000 บาท ที่จำเลยนำสืบได้นั้น ไปหักลบออกจากต้นเงินกู้ 400,000 บาท คงเหลือต้นเงินที่จำเลยต้องรับผิดจริงเพียง 192,000 บาท พร้อมคิดดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันฟ้อง

          ดังนั้น จึงสรุปเป็นหลักกฎหมายได้ว่า หากเป็นการต่อสู้เรื่องการจ่ายดอกเบี้ย ลูกหนี้ไม่จำเป็นต้องมีใบเสร็จหรือหนังสือลงลายมือชื่อเจ้าหนี้ และไม่จำเป็นต้องทวงสัญญาเงินกู้คืนมาเพื่อแทงเพิกถอน ลูกหนี้สามารถนำสลิปการโอนเงิน บันทึกการจ่ายเงิน หรือรายการเดินบัญชี มานำสืบต่อศาลเพื่อพิสูจน์การชำระดอกเบี้ยและขอนำยอดเงินดังกล่าวมาหักล้างหนี้เงินต้นได้ทันทีครับ

 

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer

Visitors: 670,298