พินัยกรรมลืมลงวันที่ = โมฆะ! เซ็นยอมรับเงินสละมรดกแล้ว หมดสิทธิ์ตั้งผู้จัดการมรดก

พินัยกรรมลืมลงวันที่ = โมฆะ! เซ็นยอมรับเงินสละมรดกแล้ว หมดสิทธิ์ตั้งผู้จัดการมรดก

           การทำพินัยกรรมให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนดถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากความบกพร่องเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลให้พินัยกรรมทั้งฉบับตกเป็นโมฆะทันที ขณะเดียวกัน การทำบันทึกข้อตกลงตกลงรับเงินแล้วสละสิทธิในกองมรดก ก็มีผลผูกพันทางกฎหมายให้ผู้เซ็นสิ้นสภาพจากการเป็นทายาทที่มีส่วนได้เสียในกองมรดกทันที

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3776/2545 ได้วางแนวทางชี้ขาดในสองประเด็นสำคัญนี้ จากกรณีข้อพิพาทคดีมรดกของนางสุนทร โดยศาลชั้นต้นเคยมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม แต่ต่อมาผู้คัดค้านที่ 1 (พี่สาวของผู้ตาย) ได้ยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องออกจากตำแหน่ง และขอตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกแทน โดยอ้างว่าพินัยกรรมดังกล่าวไม่สมบูรณ์เนื่องจากไม่ได้ลง วัน เดือน ปี ในขณะทำ

          ขณะที่ผู้คัดค้านที่ 2 (พี่น้องอีกคนของผู้ตาย) ก็ได้ยื่นคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ได้เคยเซ็นเอกสารรับเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ 10,000 บาทจากผู้ร้องไปแล้ว พร้อมทำบันทึกว่าจะไม่เรียกร้องสิ่งใดเกี่ยวกับกองมรดกอีก จึงถือเป็นบุคคลผู้ไม่มีส่วนได้เสียในกองมรดกอีกต่อไป

          ศาลฎีกาพิเคราะห์ข้อกฎหมายในประเด็นแรกเรื่องความสมบูรณ์ของพินัยกรรม โดยชี้ว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า พินัยกรรมต้องทำเป็นหนังสือและต้อง "ลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำขึ้น"

          ดังนั้น การที่พินัยกรรมฉบับนี้ไม่ได้ระบุ วัน เดือน ปี ที่ทำ แม้จะมีพยานลงลายมือชื่อรับรองสองคนก็ตาม ย่อมเป็นการกระทำที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และส่งผลให้พินัยกรรมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1705 ทันที เมื่อพินัยกรรมเป็นโมฆะ ผู้ร้องจึงไม่ใช่ทายาทผู้มีส่วนได้เสียตามพินัยกรรม และไม่มีสิทธิ์เป็นผู้จัดการมรดก ศาลล่างที่สั่งถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกจึงชอบแล้ว

          ในประเด็นต่อมาเรื่องสิทธิของผู้คัดค้านที่ 1 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บันทึกข้อตกลงที่ผู้คัดค้านที่ 1 ยอมรับเงิน 10,000 บาทแล้วระบุว่า "จะไม่เรียกร้องใด ๆ ทั้งสิ้นอีก" ถือเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 850 เพื่อระงับข้อพิพาทในการแบ่งมรดกที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ประกอบกับเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ ซึ่งมิใช่ทรัพย์มรดกเนื่องจากไม่ได้เป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายมีอยู่ก่อนหรือขณะถึงแก่ความตาย

          การที่ผู้คัดค้านที่ 1 รับเงินก้อนนี้ไปแล้วทำบันทึกไม่เรียกร้องสิทธิ์ใด ๆ จึงมีผลเป็นการ "สละมรดกทั้งหมด" ตามมาตรา 1612 ซึ่งการสละมรดกจะมีผลย้อนหลังไปถึงเวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายตามมาตรา 1615 ส่งผลให้ผู้คัดค้านที่ 1 หลุดพ้นจากการเป็นทายาทและไม่มีส่วนได้เสียในกองมรดกอีกต่อไป จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก

           ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลล่าง โดยมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมที่มีส่วนได้เสียเพียงผู้เดียว เป็นผู้จัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียว และยกคำร้องของผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นอุทาหรณ์เตือนใจว่าการทำพินัยกรรมจะต้องตรวจสอบองค์ประกอบทางกฎหมายให้ครบถ้วน โดยเฉพาะการลงวันเดือนปี และการลงลายมือชื่อในเอกสารรับเงินใด ๆ ต้องตระหนักถึงผลผูกพันทางกฎหมายเกี่ยวกับการสละสิทธิในกองมรดกด้วยเสมอ


ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer

Visitors: 668,700