เมื่อหุ้นส่วนผู้จัดการ เตะ เพื่อนออกจากห้างฯ วิเคราะห์ฎีกาประชุมใหญ่ 3306/2562

เมื่อหุ้นส่วนผู้จัดการ "เตะ" เพื่อนออกจากห้างฯ วิเคราะห์ฎีกาประชุมใหญ่ 3306/2562 ❌
       ในสายตาของกฎหมาย ห้างหุ้นส่วนจำกัดเปรียบเสมือนเรือลำหนึ่งที่มี "หุ้นส่วนผู้จัดการ" เป็นกัปตัน แต่เมื่อใดที่กัปตันใช้อำนาจในทางที่ผิด เช่น แอบถอดชื่อลูกเรือ (หุ้นส่วน) ออกแล้วใส่ชื่อคนอื่นเข้าไปแทนโดยที่เจ้าตัวไม่รู้เห็น ปัญหากฎหมายที่ตามมาคือ หุ้นส่วนที่ถูกคัดชื่อออกจะสู้คืนได้อย่างไร และมีกำหนดระยะเวลา (อายุความ) บีบคั้นเพียงใด?
       1. สรุปข้อเท็จจริงตามคำพิพากษา
          จำเลยในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ได้ดำเนินการยื่นจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมต่อนายทะเบียน เพื่อนำชื่อของโจทก์ทั้งสามออกจากการเป็นหุ้นส่วน และนำบุคคลภายนอก (ป. และ ก.) เข้ามาสวมสิทธิ์เป็นหุ้นส่วนแทน โดยที่โจทก์ทั้งสามไม่เคยให้ความยินยอมและเป็นการกระทำที่ทุจริตโจทก์จึงมาฟ้องขอให้ศาลบังคับให้จำเลยในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการดำเนินการจดทะเบียนโอนหุ้นคืนให้แก่โจทก์ตามเดิม
       2. เจาะประเด็นกฎหมาย: การเพิกถอนการฉ้อฉล vs การกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ประเด็นแรกที่น่าสนใจคือ จำเลยสู้ว่า "ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ" โดยอ้างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 240 เรื่องการเพิกถอนการฉ้อฉล (ต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่รู้ต้นเหตุ)
          วิเคราะห์ข้อกฎหมายโดยละเอียด:
          ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ได้แยกแยะลักษณะของการกระทำไว้อย่างชัดเจน ดังนี้:
        มาตรา 237 (การเพิกถอนการฉ้อฉล): คือการที่ลูกหนี้ไปทำ "นิติกรรม" (เช่น ขายที่ดินหนีหนี้) กับบุคคลภายนอก โดยรู้อยู่ว่าทำแล้วเจ้าหนี้จะเสียเปรียบ กรณีนี้กฎหมายกำหนดอายุความสั้น (1 ปี) เพื่อคุ้มครองความมั่นคงของนิติกรรม
        กรณีตามคำฟ้องนี้: ศาลมองว่าการที่จำเลยแอบไปยื่นจดทะเบียนถอดชื่อโจทก์ออก "มิใช่การทำนิติกรรม" ตามความหมายของมาตรา 237 แต่เป็นการ "ใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบและทุจริต" เป็นการทำนิติกรรมฝ่ายเดียวที่ปราศจากฐานอำนาจ เพราะเจ้าของหุ้น (โจทก์) ไม่ยินยอม
         ผลทางกฎหมาย: เมื่อไม่ใช่การเพิกถอนการฉ้อฉลตามมาตรา 237 จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับอายุความ 1 ปีตามมาตรา 240 โจทก์จึงยังมีสิทธิ์ฟ้องร้องเพื่อดึงสิทธิ์ของตนกลับคืนมาได้ตราบเท่าที่สิทธิ์นั้นยังถูกโต้แย้งอยู่
       3. ประเด็นอำนาจฟ้อง: ฟ้องส่วนตัว หรือ ฟ้องในฐานะตัวแทนห้าง?
           จำเลยพยายามต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย เนื่องจากเป็นการกระทำในนามห้างฯ หรือเป็นเรื่องส่วนตัวกันแน่
           คำวินิจฉัยของศาลฎีกา:
      ศาลพิเคราะห์จาก "คำบรรยายฟ้อง" และ "คำขอท้ายฟ้อง" พบว่า: โจทก์ฟ้องว่าจำเลยใช้อำนาจหน้าที่ "ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการ" โดยทุจริต คำขอท้ายฟ้องคือให้จำเลย "ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการ" ไปจดทะเบียนแก้ไขคืนชื่อให้โจทก์ ศาลจึงวางหลักว่า เมื่อโจทก์มุ่งหมายให้จำเลยรับผิดและแก้ไขความผิดพลาดในตำแหน่งหน้าที่ที่จำเลยครองอยู่ (คือกัปตันเรือหรือหุ้นส่วนผู้จัดการ) โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยกระทำการนั้นได้ ไม่ใช่เป็นการฟ้องให้จำเลยรับผิดเป็นส่วนตัวในหนี้ของห้างฯ แต่เป็นการฟ้องให้ปฏิบัติการตามหน้าที่เพื่อให้เกิดความถูกต้องตามความเป็นจริง
         4. บทสรุปและการวิเคราะห์ส่งท้าย
             คำพิพากษาฉบับนี้เป็นการคุ้มครอง "สิทธิในความเป็นหุ้นส่วน" อย่างจริงจัง โดยมีนัยสำคัญที่ควรทราบดังนี้:
          ความศักดิ์สิทธิ์ของความยินยอม: การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหุ้นส่วนจะทำโดยพลการไม่ได้ แม้จะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการที่มีอำนาจเต็มตามหนังสือรับรอง แต่หากปราศจากความยินยอมของหุ้นส่วนผู้ให้สิทธิ การจดทะเบียนนั้นก็ "ไม่ชอบด้วยกฎหมาย"
           ทางรอดจากกับดักอายุความ: หากทนายความฟ้องโดยอ้างเรื่องเพิกถอนการฉ้อฉล อาจจะติดกับดักอายุความ 1 ปี แต่ศาลฎีกาวางแนวว่ากรณี "แอบอ้างสิทธิ/กระทำโดยมิชอบ" เช่นนี้ เป็นเรื่องของการติดตามสิทธิคืนหรือการให้งดเว้นการละเมิดสิทธิ ซึ่งไม่มีอายุความสั้นแบบการฉ้อฉล
        บรรทัดฐานที่ประชุมใหญ่: การที่เข้าที่ประชุมใหญ่แสดงถึงความต้องการของศาลฎีกาที่จะวางแนวทางให้ชัดเจนว่า หุ้นส่วนผู้จัดการไม่ใช่ "เจ้าของห้าง" แต่เป็นเพียง "ผู้ใช้อำนาจแทน" หากใช้อำนาจเกินส่วนหรือทุจริต ย่อมต้องถูกตรวจสอบและบังคับให้แก้ไขได้


ปรึกษากฎหมายโทร
ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer
สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi
หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z
สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn
หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap
ทนายใกล้ตัว
Visitors: 662,685