อุทาหรณ์นายจ้าง ฟ้องผิดข้อหาจากลักทรัพย์ เป็นยักยอก ระวังคดีหลุด

อุทาหรณ์นายจ้าง ฟ้องผิดข้อหาจาก "ลักทรัพย์" เป็น "ยักยอก" ระวังคดีหลุด

          เส้นแบ่งทางกฎหมายระหว่างความผิดฐาน "ลักทรัพย์นายจ้าง" กับ "ยักยอกทรัพย์" มีความใกล้เคียงกันมากจนบางครั้งแม้กระทั่งศาลล่างก็อาจวินิจฉัยสลับกันได้ อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างของสองข้อหานี้มีผลลัพธ์ที่รุนแรงถึงขั้นแพ้ชนะคดี เพราะลักทรัพย์นายจ้างเป็นความผิดอาญาแผ่นดินที่ไม่มีวันยอมความและมีอายุความยาวนาน

          ส่วนยักยอกทรัพย์เป็นความผิดอันยอมความได้ที่มีเงื่อนไขเวลาบีบรัดว่าต้องฟ้องหรือร้องทุกข์ภายในสามเดือน คำพิพากษาฎีกาที่ 49/2567 ได้วางหลักเกณฑ์การพิจารณาเรื่องการส่งมอบสิทธิครอบครองทรัพย์สินของนายจ้าง และกลายเป็นข้อกฎหมายสำคัญที่ทำให้นายจ้างต้องพ่ายแพ้ในศาลสูงเพียงเพราะคำนวณอายุความผิดพลาด

          คดีนี้เกิดขึ้นในบริษัทจำหน่ายเครื่องดื่มแห่งหนึ่ง โดยจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่เป็นพนักงานขายรถเร่ มีหน้าที่เบิกสินค้า เช่น นมสด นมข้นหวาน และชาประเภทต่าง ๆ ออกจากคลังสินค้าเพื่อขับรถนำไปเร่ขายให้แก่ร้านค้ารถเข็นและร้านอาหารตามราคาที่บริษัทกำหนด โดยในแต่ละวันหากขายได้เงินเท่าใดจะต้องนำมาส่งมอบให้นายจ้าง และหากมีสินค้าเหลือก็ต้องส่งคืนกลับเข้าคลัง

          แต่พฤติการณ์ทุจริตเกิดขึ้นเมื่อจำเลยที่ 1 นำสินค้าไปขายได้เงินมาแล้วกลับไม่ยอมส่งเงินคืนบริษัท แต่ใช้วิธีนำเงินนั้นมาแบ่งปันกับจำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานในคลังสินค้า โดยขบวนการในคลังสินค้าจะช่วยกันลงรายการในเอกสารและบันทึกข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ปลอมว่าจำเลยที่ 1 ได้ส่งคืนสินค้ากลับเข้าคลังครบถ้วนแล้ว เพื่อปกปิดไม่ให้บริษัทรู้ว่าสินค้าถูกขายไปโดยไม่มีเงินเข้าระบบ

          เมื่อบริษัทจับได้จึงยื่นฟ้องแก๊งพนักงานนี้ในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งหมดโดยเห็นว่าเป็นคดีลักทรัพย์นายจ้าง

          ปมกฎหมายแรกที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยคือ พฤติกรรมการอมเงินค่าสินค้าเช่นนี้เป็น "ลักทรัพย์" หรือ "ยักยอก" กันแน่ ศาลฎีกาได้พิจารณารูปแบบการทำงานแล้วชี้ขาดว่า การที่บริษัทปล่อยให้จำเลยที่ 1 เบิกสินค้าออกไปเร่ขายและมีดุลพินิจในการเลือกขายให้ลูกค้ารายใดก็ได้โดยอิสระนั้น

          ถือว่าบริษัทได้ส่งมอบการครอบครองสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 ไปเป็นการเด็ดขาดแล้ว ไม่ใช่การมอบสิทธิครอบครองไว้ชั่วคราว ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ขายสินค้าได้ เงินที่รับมาจากลูกค้าจึงตกมาอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวแทนของบริษัททันที การที่จำเลยที่ 1 ร่วมมือกับเพื่อนพนักงานในคลังสินค้าเบียดบังเงินค่าสินค้าก้อนนั้นไปแบ่งกันโดยทุจริต จึงเป็นการกระทำความผิดฐาน "ร่วมกันยักยอกทรัพย์" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก

          ไม่ใช่ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างตามที่โจทก์ฟ้องและศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไว้ แม้ข้อเท็จจริงในชั้นศาลจะต่างจากคำฟ้องที่โจทก์บรรยายว่าจำเลยลักขโมยตัวสินค้าไป แต่ศาลมองว่าสินค้ามีไว้เพื่อแปลงเป็นเงิน ข้อแตกต่างนี้จึงเป็นเพียงรายละเอียดและศาลมีอำนาจลงโทษในข้อหายักยอกทรัพย์ได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 192

          แต่จุดพลิกผันที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของอายุความ เนื่องจากกฎหมายบัญญัติให้ความผิดฐานยักยอกทรัพย์เป็นความผิดอันยอมความได้ ซึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 บังคับไว้เฉียบขาดว่า นายจ้างต้องไปร้องทุกข์หรือยื่นฟ้องคดีต่อศาลภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด มิฉะนั้นคดีจะขาดอายุความทันที

          ในคดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า บริษัทได้ตั้งกล้องบันทึกภาพและเสียงคำรับสารภาพของแก๊งพนักงานทั้งหมดไว้ตั้งแต่วันที่ 17 และ 18 กันยายน 2560 ซึ่งถือเป็นวันที่บริษัทรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวคนร้ายอย่างแน่ชัดแล้ว แต่บริษัทกลับปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปจนถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2561 จึงค่อยนำคดีมาฟ้องศาล ซึ่งนับรวมเวลาแล้วเกินกว่า 3 เดือนไปมาก คดีของโจทก์จึงขาดอายุความไปแล้วโดยสิ้นเชิง

          บทสรุปของคดีนี้ ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ที่ยื่นฎีกา และเนื่องจากการขาดอายุความของคดีถือเป็น "เหตุในลักษณะคดี" ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาขยายผลไปยกฟ้องจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ที่ไม่ได้ยื่นฎีกาขึ้นมาด้วย ส่งผลให้แก๊งพนักงานทั้งหมดหลุดพ้นจากโทษจำคุก 5 ปีไปได้อย่างหวุดหวิด

 

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer

 

Visitors: 667,682