แค่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนถือเป็นโทรมหญิง และการกักตัวไว้คือการ พรากผู้เยาว์
แค่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนถือเป็น "โทรมหญิง" และการกักตัวไว้คือการ "พรากผู้เยาว์"
คดีอาญาเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กและเยาวชน เป็นคดีที่กฎหมายไทยให้ความคุ้มครองอย่างเข้มงวด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2829/2563 เป็นอีกหนึ่งคดีบรรทัดฐาน (Landmark Case) ที่สำคัญ ซึ่งได้วางหลักการตีความคำว่า "การโทรมหญิง (เด็กหญิง)" และ "การพรากผู้เยาว์" ไว้อย่างชัดเจนและน่าสนใจ แม้ผู้กระทำผิดจะอ้างว่าไม่ได้ช่วยกันจับยึดเหยื่อ หรือไม่ได้เป็นคนพาเหยื่อมาจากบ้านก็ตาม
1. สรุปพฤติการณ์แห่งคดี (เกิดอะไรขึ้น?)
จุดเริ่มต้น: จำเลยทั้งสามคนและพวก (รวมถึงนาย ว.) นั่งอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 (เด็กหญิง) ที่โรงอาหารของโรงเรียน
การล่อลวง: ต่อมา นาย ว. ได้พาเด็กหญิงไปร่วมประเวณีที่ห้องน้ำของโรงเรียน เมื่อเสร็จกิจได้สั่งให้เด็กหญิงรออยู่ข้างใน
การกระทำผิดต่อเนื่อง: จำเลยทั้งสามคนและพวก รู้เห็นตกลงกันมาตั้งแต่ที่โรงอาหาร จึงทยอยตามเข้าไปในห้องน้ำแห่งเดียวกัน โดยรอให้นาย ว. ทำจนเสร็จก่อน แล้วจำเลยแต่ละคนจึงเข้าไปผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกระทำชำเราเด็กหญิงจนครบทุกคน เพื่อไม่ให้เด็กหญิงตั้งตัวหรือหลบหนีขัดขืนได้
เมื่อคดีขึ้นสู่ศาล จำเลยอาจต่อสู้ในประเด็นทางกฎหมายบางประการ ศาลฎีกาจึงได้วินิจฉัยและวางหลักกฎหมายที่สำคัญไว้ 2 ประเด็น ดังนี้
2. ประเด็นที่ 1: การกระทำลักษณะใดเข้าข่าย "การโทรมเด็กหญิง"?
หลายคนอาจเข้าใจผิดว่า การจะผิดฐาน "โทรมหญิง" ได้นั้น ผู้กระทำผิดหลายคนจะต้องอยู่ในเหตุการณ์พร้อมกัน ต้องมีการช่วยกันจับแขนขา หรือจับยึดเหยื่อไว้ให้ดิ้นไม่หลุด
แต่ศาลฎีกาในคดีนี้ได้ตีความอย่างเด็ดขาดว่า:
ไม่ต้องช่วยกันจับ ก็ผิดฐานโทรมหญิงได้: แม้ในขณะที่จำเลยแต่ละคนกำลังกระทำชำเราเหยื่อ จะไม่มีจำเลยคนอื่นหรือบุคคลใดเข้าไปช่วยจับ ช่วยสนับสนุน หรืออำนวยความสะดวกอยู่ข้างๆ เลยก็ตาม
เจตนาร่วมกันคือหัวใจสำคัญ: การที่จำเลยและพวกตกลงกันไว้ล่วงหน้า ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้าไปกระทำชำเราอย่างต่อเนื่อง ในเวลาใกล้ชิดติดต่อกัน ถือว่าเป็นการวางแผนและ "กระทำชำเราผู้เสียหายด้วยกัน" * บทสรุป: เมื่อเด็กหญิงไม่ยินยอม และจำเลยทุกคนได้กระทำชำเราจนครบ พฤติการณ์เช่นนี้ศาลถือว่าครบองค์ประกอบความผิดฐาน "โทรมเด็กหญิง" อย่างสมบูรณ์แบบ
3. ประเด็นที่ 2: ความหมายของการ "พรากผู้เยาว์ (เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี)"
อีกหนึ่งข้อต่อสู้ที่พบบ่อยในคดีพรากผู้เยาว์คือ จำเลยมักอ้างว่า "ไม่ได้เป็นคนพาเด็กมาจากบ้าน" หรือ "เด็กเดินมาเอง" จะผิดฐานพรากผู้เยาว์ได้อย่างไร?
ศาลฎีกาได้อธิบายคำว่า "พราก" ไว้ในคดีนี้อย่างลึกซึ้งว่า:
ไม่จำเป็นต้องพามาจากบ้าน: การพรากผู้เยาว์ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องไปจูงมือพาเหยื่อมาจากที่เกิดเหตุแรกด้วยกันเสมอไป
การกักขัง/ไม่ให้ออกไป ถือเป็นการตัดอำนาจปกครอง: การที่จำเลยทั้งสามกระทำชำเราเด็กหญิงอย่างต่อเนื่องในห้องน้ำ โดย "ไม่ยอมให้เด็กหญิงออกจากห้องน้ำ" แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาชั่วคราว ก็ส่งผลให้ "อำนาจปกครองดูแลของมารดา (ผู้เสียหายที่ 1) ถูกตัดขาดพรากไปโดยปริยาย" * บทสรุป: ทันทีที่เด็กหญิงออกจากบ้าน แล้วถูกจำเลยกับพวกกักขังและกระทำชำเรา ถือว่าเป็นการพาและแยกเด็กไปจากการดูแล ล่วงละเมิดอำนาจปกครองของมารดา เข้าความหมายของคำว่า "พราก" ตามกฎหมายแล้ว
ผลคำพิพากษา: การกระทำของจำเลยทั้งสาม จึงเป็นความผิดฐาน "ร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร" ---
ข้อคิดทางกฎหมายจากคดีนี้
คำพิพากษาฎีกานี้สะท้อนให้เห็นว่า ศาลไทยมุ่งคุ้มครองสิทธิ สวัสดิภาพ และเสรีภาพของเด็กอย่างสูงสุด การตีความกฎหมายอาญาในคดีนี้ ไม่ได้มองเพียงพฤติการณ์ทางกายภาพว่าต้องมีการลากจูง หรือต้องลงมือจับเหยื่อพร้อมๆ กันเท่านั้น แต่มองลึกไปถึง "เจตนาร่วมกัน" และ "การพรากสิทธิในการปกป้องดูแลของพ่อแม่" ซึ่งเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการลงโทษผู้กระทำความผิดกลุ่มนี้ให้รับโทษสถานหนักตามกฎหมาย
ปรึกษากฎหมายโทร
ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer
สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi
หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z
สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn
หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap
www.closelawyer.co.th
ทนายใกล้ตัว








