รถเช่าซื้อพังยับจากภัยธรรมชาติ ไฟแนนซ์จะมาทวงหนี้ส่วนต่างไม่ได้

รถเช่าซื้อพังยับจากภัยธรรมชาติ ไฟแนนซ์จะมาทวงหนี้ส่วนต่างไม่ได้

          เมื่อเกิดเหตุภัยธรรมชาติร้ายแรง เช่น วาตภัย อุทกภัย หรือคลื่นยักษ์สึนามิ จนส่งผลให้รถยนต์ที่ยังติดสัญญาเช่าซื้อได้รับความเสียหายจนพังยับเยิน ไม่อาจซ่อมแซมให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้ ปัญหาที่ตามมาซ้ำเติมผู้ประสบภัย คือการที่บริษัทไฟแนนซ์นำซากรถไปประมูลขายทอดตลาดได้เงินมาเพียงเล็กน้อย แล้วนำยอดหนี้ที่เหลือมาฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายหรือค่าขาดราคาจากผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันเป็นเงินหลายแสนบาท โดยอ้างว่าหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อยังค้างชำระอยู่ แต่ในทางกฎหมาย หากสัญญาได้กำหนดเงื่อนไขความรับผิดแยกตามสาเหตุความเสียหาย และภัยนั้นมิได้เกิดจากความผิดของผู้เช่าซื้อ ศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานคุ้มครองไว้อย่างเป็นธรรม

          บรรทัดฐานสำคัญนี้ปรากฏใน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6850/2558 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับโจทก์ในราคา 1,109,520 บาท ผ่อนชำระ 48 งวด โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดร่วมอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระไปได้ 21 งวด เป็นเงิน 485,415 บาท ต่อมาเกิดเหตุการณ์ภัยธรรมชาติคลื่นยักษ์สึนามิพัดถล่ม ทำให้รถยนต์ที่เช่าซื้อพังเสียหายยับเยินจนไม่อาจซ่อมแซมได้ โจทก์รับซากรถคืนแล้วนำออกประมูลขายทอดตลาดได้เงินเพียง 116,000 บาท จากนั้นจึงยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเพื่อเรียกค่าเสียหายและหนี้คงค้างตามสัญญาเช่าซื้อเป็นเงินกว่า 470,306.80 บาท พร้อมดอกเบี้ย

          ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจได้ตรวจพิจารณาข้อสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อ ซึ่งวางหลักแบ่งความรับผิดตามสาเหตุของความเสียหายไว้อย่างชัดเจน โดยระบุว่าหากรถยนต์เสียหายจนไม่อาจซ่อมแซมได้ ให้ถือว่าสัญญาระงับสิ้นสุดลงทันที ซึ่งหากเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นโดยไม่ใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อจะต้องรับผิดชอบชดใช้เพียงค่าเสียหาย ค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถาม หรือค่าทนายความเฉพาะเท่าที่เจ้าของได้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นและสมควรเท่านั้น แต่หากเป็นความผิดของผู้เช่าซื้อเอง จึงจะต้องรับผิดชอบชดใช้หนี้คงค้างตามสัญญาเต็มจำนวน

          เมื่อข้อเท็จจริงในคดีรับฟังได้ว่า รถยนต์คันที่เช่าซื้อพังเสียหายยับเยินจากภัยธรรมชาติคลื่นยักษ์สึนามิพัดถล่ม จึงเป็นความเสียหายที่ไม่ได้เกิดจากความผิด เจตนา หรือความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อ สัญญาเช่าซื้อจึงสิ้นสุดลงโดยจำเลยที่ 1 ไม่มีความผูกพันที่จะต้องรับผิดชอบชดใช้ยอดหนี้ค้างชำระ หรือรับผิดในเงินส่วนต่างที่โจทก์นำซากรถไปประมูลขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ตามที่โจทก์ฟ้องร้อง

          ส่วนความรับผิดในค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามรถ หรือค่าดำเนินคดีตามที่สัญญากำหนดไว้นั้น โจทก์ไม่ได้นำพยานหลักฐานเข้าสืบแสดงให้เห็นว่ามีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นจริงเท่าใด ศาลจึงไม่อาจกำหนดให้ได้ นอกจากนี้ เมื่อศาลได้คำนวณเปรียบเทียบระหว่างเงินลงทุนของโจทก์พร้อมผลประโยชน์ที่ควรได้ กับเงินค่างวดที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระมาแล้วถึง 21 งวด เป็นเงิน 485,415 บาท รวมกับเงินที่โจทก์ได้รับจากการขายทอดตลาดซากรถอีก 116,000 บาท ศาลเห็นว่าจำนวนเงินดังกล่าวคุ้มค่าและเพียงพอต่อความเสียหายที่โจทก์ได้รับจากเหตุภัยธรรมชาติแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายส่วนอื่นใดได้อีก

          และสำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน แม้จะขาดนัดยื่นคำให้การและไม่ได้ยื่นฎีกาด้วยตนเอง แต่เนื่องจากหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันในคดีนี้ถือเป็นหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดว่าจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นไม่ต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247 ที่จะพิพากษาให้มีผลคุ้มครองไปถึงจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน ให้หลุดพ้นความรับผิดและยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองไปพร้อมกัน ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด

          คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้เป็นแนวทางคุ้มครองผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกัน เมื่อทรัพย์สินถูกทำลายจากภัยธรรมชาติจนสัญญาเลิกกัน หากข้อสัญญาระบุเงื่อนไขแยกความรับผิดในกรณีที่มิใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อไว้ ไฟแนนซ์จะนำยอดหนี้คงค้างมาฟ้องบีบเรียกเงินส่วนต่างเหมือนกรณีผู้เช่าซื้อผิดนัดทั่วไปไม่ได้

 

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer

Visitors: 673,122