หลอกเปิดบิลสั่งของ ลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย หรือฉ้อโกง
หลอกเปิดบิลสั่งของ ลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย หรือฉ้อโกง
ในโลกธุรกิจการค้าที่มีระบบสินเชื่อ (Credit) มักเกิดกลโกงจากคนในร่วมมือกับบุคคลภายนอก โดยเซลส์หรือพนักงานขายแอบทำใบสั่งซื้อเท็จ อ้างชื่อลูกค้าชั้นดีที่มีเครดิต เพื่อสั่งสินค้าและให้ส่งไปยังพรรคพวกของตนเอง เมื่อบริษัทจับได้ มักเกิดปัญหาในการตั้งข้อหาดำเนินคดีว่า การหลอกลวงเช่นนี้เป็นความผิดฐาน "ลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย" หรือ "ฉ้อโกง" กันแน่ ซึ่งประเด็นนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องถ้อยคำ แต่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายทางคดี เพราะหากฟ้องผิดฐาน หรือพลาดเรื่อง "อายุความร้องทุกข์ 3 เดือน" ของคดีฉ้อโกง อาจทำให้คนร้ายลอยนวลและศาลต้องยกฟ้องทันที
ประเด็นข้อกฎหมายอันสำคัญยิ่งนี้ได้รับการวินิจฉัยอย่างละเอียดใน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5770/2568 เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อโจทก์ซึ่งเป็นร้านค้าวัสดุก่อสร้าง ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 (พนักงานส่งเสริมการขาย) ทำหน้าที่ขายสินค้าและสั่งซื้อสินค้าแทนโจทก์ได้ จำเลยที่ 1 ได้ร่วมมือกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ปลอมใบสั่งซื้อสินค้าในนามของลูกค้าสินเชื่อชั้นดีของโจทก์ แล้วสั่งซื้อสินค้าจากคู่ค้าให้ไปส่งมอบแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 รวมกันถึง 23 ครั้ง ทำให้โจทก์หลงเชื่อและจ่ายเงินค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายไป เมื่อโจทก์ไปเรียกเก็บเงินจากลูกค้าสินเชื่อจึงรู้ความจริงว่าไม่ได้สั่งซื้อ
ต่อมา โจทก์ได้นำบันทึกรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ไปพบพนักงานสอบสวนเพื่อ "ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน" พร้อมระบุว่าจะนำเอกสารไปฟ้องคดีเอง และต่อมาโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลในข้อหา "ร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย"
ศาลฎีกาได้นำข้อเท็จจริงมาวินิจฉัยแยกเป็น 2 ประเด็นข้อกฎหมายหลัก
1.เส้นแบ่งระหว่าง "ลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย" กับ "ฉ้อโกง": โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้อุบายลักเงินของโจทก์ไปซื้อของ แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์สูญเสียเงินไปมิได้เกิดจากการที่จำเลยทั้งสามแย่งการครอบครองหรือเอาเงินของโจทก์ไปโดยพลการ เพราะจำเลยทั้งสามไม่เคยได้รับหรือถือครองเงินของโจทก์เลย
หากแต่จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกใช้อุบายทำใบสั่งซื้อเท็จ หลอกลวงจนโจทก์หลงเชื่อ แล้วโจทก์จึงเป็นผู้อนุมัติชำระเงินค่าสินค้าให้แก่คู่ค้าด้วยตนเอง และจำเลยทั้งสามได้สินค้าไปจากการหลอกลวงนั้น พฤติการณ์จึงเป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงเพื่อให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สิน การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็น "ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง" ตาม ป.อ. มาตรา 341 มิใช่การลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย
2.ลงประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ไม่ใช่ "คำร้องทุกข์" ทำคดีขาดอายุความ: เมื่อความผิดที่แท้จริงคือ "ฉ้อโกง" ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ กฎหมายจึงบังคับให้ต้องร้องทุกข์หรือฟ้องคดีภายใน 3 เดือนนับแต่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 96
ในคดีนี้ โจทก์นำบันทึกรับสารภาพไปลงบันทึกประจำวันเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2561 โดยระบุเพียงว่ามาลงไว้เป็นหลักฐานและจะนำเอกสารไปฟ้องคดีต่อศาลเอง หาได้มีเจตนาให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อหาฉ้อโกงไม่ จึง ไม่ถือเป็นคำร้องทุกข์ตามกฎหมาย เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องศาลในวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 ซึ่งล่วงพ้นกำหนด 3 เดือนนับแต่วันที่รู้ตัวผู้กระทำความผิด ฟ้องของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึง ขาดอายุความ ศาลฎีกาจึงพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3
คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้เป็นบทเรียนครั้งใหญ่สำหรับผู้ประกอบการและนักกฎหมาย การวางกลยุทธ์ดำเนินคดีต้องแม่นยำตั้งแต่ชั้นเริ่มต้น หากเป็นกรณีหลอกให้หลงเชื่อแล้วเจ้าของยอมมอบทรัพย์สินหรือยอมจ่ายเงินให้ ย่อมเป็นเรื่อง "ฉ้อโกง" และที่สำคัญที่สุดคือ การไปโรงพักเพื่อ "ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน" ไม่เท่ากับ "การร้องทุกข์ให้ดำเนินคดี" หากปล่อยเวลาให้เกิน 3 เดือน คดีจะขาดอายุความจนหมดสิทธิเอาผิดคนร้ายไปโดยสิ้นเชิง








