ไฟแนนซ์ยึดรถคืนก่อนเลิกสัญญา แล้วนำไปขายขาดทุน จะมาฟ้องเรียก “ค่าขาดราคา” จากเราได้หรือไม่?
ไฟแนนซ์ยึดรถคืนก่อนเลิกสัญญา แล้วนำไปขายขาดทุน จะมาฟ้องเรียก “ค่าขาดราคา” จากเราได้หรือไม่?
ประเด็นข้อกฎหมายเรื่องการยึดรถเช่าซื้อ เป็นหนึ่งในปัญหาสู้คดีที่ผู้เช่าซื้อและบริษัทไฟแนนซ์พบบ่อยที่สุด เมื่อผู้เช่าซื้อเริ่มค้างชำระค่างวด แต่บริษัทยังไม่ได้บอกเลิกสัญญาตามขั้นตอนกฎหมายอย่างสมบูรณ์ แล้วยึดรถกลับคืนไปโดยผู้เช่าซื้อไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5055/2567 (โดยมติที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภค) ได้วางบรรทัดฐานสำคัญเพื่อสร้างความยุติธรรมแก่คู่สัญญา โดยชี้ว่า กรณีเช่นนี้ถือเป็น "การสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย" ไฟแนนซ์จะนำข้อตกลงในสัญญามาฟ้องเรียก "ค่าขาดราคา" ไม่ได้อีกต่อไป แต่มีสิทธิเรียก "ค่าเสื่อมราคา" และค่าขาดประโยชน์ เพื่อให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ตามกฎหมาย
จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับโจทก์ (บริษัทไฟแนนซ์) โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ผ่อนชำระได้เพียง 18 งวด จากนั้นเริ่มผิดนัดชำระค่างวดตั้งแต่งวดที่ 19 ต่อมาโจทก์ได้เข้าติดตามยึดรถยนต์เช่าซื้อกลับคืนมาในขณะที่สัญญายังไม่เลิกกัน โดยจำเลยที่ 1 ยินยอมส่งมอบรถคืนแต่โดยดี ไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน
หลังจากนั้น โจทก์นำรถออกประมูลขายทอดตลาดได้เงินมาส่วนหนึ่ง แล้วนำคดีมาฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินกว่า 409,216 บาท ซึ่งรวมถึง "ค่าขาดราคา" จากการขายทอดตลาด ตามข้อตกลงที่ระบุไว้ในสัญญาเช่าซื้อ
ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภค ได้พิเคราะห์ข้อกฎหมายอย่างรอบด้าน และวางหลักการสำคัญไว้ดังนี้
- การที่โจทก์ยึดรถคืนขณะสัญญายังไม่เลิกกัน และจำเลยที่ 1 ไม่โต้แย้ง ถือว่าคู่สัญญาต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย ส่งผลให้สิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่าซื้อระงับลงทั้งหมด โจทก์จึงไม่อาจนำข้อตกลงในสัญญามาอ้างเพื่อเรียกร้อง ค่าขาดราคา จากจำเลยที่ 1 ได้อีก
- แม้กฎหมายจะไม่มีบทบัญญัติเรื่องผลของการเลิกสัญญาโดยปริยายไว้โดยตรง แต่สามารถนำ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง (การกลับคืนสู่ฐานะเดิม) มาปรับใช้เทียบเคียงได้ตามมาตรา 4 เมื่อรถยนต์เป็นทรัพย์ที่เสื่อมสภาพและเสื่อมราคาไปตามการใช้งาน การได้รถคืนมาจึงไม่อาจทำให้โจทก์กลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับ ค่าเสื่อมราคาของรถยนต์ ตามระยะเวลาและสภาพการใช้งานจริง (ศาลกำหนดให้ 30,000 บาท)
- โจทก์บอกกล่าวการผิดนัดไปยังจำเลยที่ 2 (ผู้ค้ำประกัน) ล่วงพ้นกำหนด 60 วันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด จำเลยที่ 2 จึงหลุดพ้นจากความรับผิดในค่าเสื่อมราคาซึ่งเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังการเลิกสัญญา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคสอง คงต้องรับผิดชอบเฉพาะค่าขาดประโยชน์จำนวน 10,000 บาทเท่านั้น
ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าเสื่อมราคาและค่าขาดประโยชน์รวม 45,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระเงิน 10,000 บาท
คำพิพากษาศาลฎีกาประชุมใหญ่ฉบับนี้ ให้ข้อคิดเตือนใจและแนวทางปฏิบัติที่สำคัญดังนี้
- หากไฟแนนซ์มายึดรถคืนก่อนมีการบอกเลิกสัญญาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเราคืนรถให้โดยดี ถือเป็นการเลิกสัญญาโดยปริยาย ไฟแนนซ์หมดสิทธิฟ้องเรียก "ค่าขาดราคา" เป็นหลักแสนตามสัญญา แต่เรายังคงต้องรับผิดชอบในส่วน "ค่าเสื่อมราคา" จากการใช้งานจริงและค่าขาดประโยชน์ตามที่ศาลเห็นสมควร
- หากไฟแนนซ์ส่งหนังสือแจ้งเตือนการผิดนัดล่าช้าเกิน 60 วันนับแต่วันที่ผู้เช่าซื้อเริ่มผิดนัด ผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นความรับผิดในค่าเสียหายและดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นหลังจากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวทันทีครับ
ปรึกษากฎหมายโทร
ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer
สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi
หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z
สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn
หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap
www.closelawyer.co.th
ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer








