หักค่าดำเนินการเลิกสัญญาเกินสมควร ข้อสัญญาไม่เป็นธรรม ศาลฎีกาสั่งคืนเงินผู้บริโภคเต็มจำนวน

หักค่าดำเนินการเลิกสัญญาเกินสมควร ข้อสัญญาไม่เป็นธรรม ศาลฎีกาสั่งคืนเงินผู้บริโภคเต็มจำนวน

         การที่ผู้ประกอบธุรกิจอาศัยอำนาจต่อรองที่เหนือกว่า กำหนดเงื่อนไขผลักภาระหรือหักเงินค่าดำเนินงานจากผู้บริโภคในจำนวนที่สูงเกินส่วน โดยไม่มีหลักฐานค่าใช้จ่ายจริงมารองรับ ถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคเกินสมควร ข้อตกลงดังกล่าวจะถูกตีความว่าเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งให้เป็นโมฆะหรือปรับลดลงให้เหลือเท่าที่เป็นธรรมได้ และจัดเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ทันที

         คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7630/2568 ได้วางบรรทัดฐานคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจากกรณีที่โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งกับจำเลย ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยโจทก์ได้ชำระเงินจองและเงินดาวน์สะสมไปแล้วรวมเป็นเงินจำนวนหนึ่ง แต่ต่อมาโครงการของจำเลยเกิดความล่าช้าและก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามกำหนด

         คู่สัญญาจึงได้ตกลงทำสัญญายกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายฉบับเดิม โดยมีข้อตกลงร่วมกันว่าจะย้ายเงินดาวน์ที่โจทก์เคยชำระไว้จำนวน 235,840 บาท ไปโปะเป็นค่าห้องชุดอีกห้องหนึ่งในโครงการเครือเดียวกันที่บุตรสาวของโจทก์ซื้อไว้

         ทว่า จำเลยกลับเขียนเงื่อนไขสอดไส้ในสัญญายกเลิกสัญญาว่า ขอหักเงินจำนวนดังกล่าวออกไปเป็น "ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน" สูงถึง 151,410 บาท ซึ่งคิดเป็นมูลค่าเกือบครึ่งหนึ่งของเงินดาวน์ทั้งหมด ทำให้โจทก์จำยอมต้องเซ็นสัญญาเพื่อไม่ให้เงินดาวน์ก้อนเดิมต้องสูญเปล่าไปทั้งหมด ภายหลังโจทก์เห็นว่าการหักเงินดังกล่าวไม่เป็นธรรม จึงนำคดีมาฟ้องคดีผู้บริโภคเพื่อเรียกเงินจำนวนที่ถูกหักไปคืนพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ คดีจึงต้องยื่นฎีกาต่อศาลสูง

          ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคพิจารณาข้อกฎหมายโดยเชื่อมโยงระหว่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 เรื่องผลของการเลิกสัญญาที่คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม โดยระบุว่า แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้ชดใช้ "ค่าแห่งการงาน" ที่ได้ทำไปแล้วให้แก่กันได้ และคู่สัญญาจะสามารถตกลงกำหนดค่าแห่งการงานแตกต่างจากที่กฎหมายบัญญัติไว้ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจและเป็นฝ่ายผิดสัญญาตั้งแต่แรกเนื่องจากสร้างคอนโดไม่เสร็จ ได้อาศัยอำนาจต่อรองที่เหนือกว่ากำหนดเงื่อนไขหักค่าดำเนินงานฝ่ายเดียวในจำนวนที่สูงมาก

         พฤติการณ์ดังกล่าวทำให้โจทก์อยู่ในภาวะจำยอมต้องยอมรับเงื่อนไขโดยไม่มีทางเลือก ไม่ว่าในความเป็นจริงจำเลยจะมีค่าใช้จ่ายจริงหรือไม่ หรือมีจำนวนน้อยกว่านั้นเพียงใดก็ตาม ข้อตกลงนี้จึงเข้าข่ายเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีผลให้บังคับใช้ได้เท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

         เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนพบว่า จำเลยไม่สามารถนำสืบแสดงรายละเอียดได้เลยว่าตนเองได้ดำเนินงานชิ้นใดไปบ้าง และต้องเสียค่าใช้จ่ายจริงเป็นจำนวนเท่าใดในการโอนย้ายชื่อห้องชุดในเครือเดียวกัน จำเลยจึงไม่มีสิทธิ์หักเงินจำนวน 151,410 บาทนี้ไว้ และมีหน้าที่ต้องคืนเงินเต็มจำนวนพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันยกเลิกสัญญา ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับให้จำเลยชำระเงินคืนแก่โจทก์ทั้งหมด

         บทสรุปของคำพิพากษาฉบับนี้เป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยย้ำเตือนผู้บริโภคว่า การลงลายมือชื่อยอมรับข้อตกลงในเอกสารยกเลิกสัญญาหรือเอกสารระงับข้อพิพาทที่ผู้ประกอบธุรกิจพิมพ์มาสำเร็จรูปนั้น ไม่ได้หมายความว่าข้อสัญญาที่เอาเปรียบจะผูกพันเราเสมอไป หากสัญญานั้นเกิดขึ้นจากการเอาเปรียบเชิงโครงสร้างหรือการผิดสัญญาของตัวผู้ประกอบธุรกิจเอง กฎหมายว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมพร้อมที่จะเข้ามาทำลายข้อตกลงที่เอารัดเอาเปรียบเหล่านั้น เพื่อคืนความยุติธรรมและทรัพย์สินให้แก่ผู้บริโภคครับ

 

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer

Visitors: 668,384