พินัยกรรมที่ทำโดยขาดสติสัมปชัญญะ ผลเป็นอย่างไร

พินัยกรรมที่ทำโดยขาดสติสัมปชัญญะ ผลเป็นอย่างไร  

 (ฎีกาที่ 574-575/2567)

          เรื่องนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญมากสำหรับครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ หรือผู้ที่กำลังดูแลทรัพย์สินของบรรพบุรุษ เพราะบางครั้ง "พินัยกรรม" ที่เราเห็นว่ามีลายเซ็นหรือรอยพิมพ์นิ้วมือครบถ้วน อาจไม่ได้มีความหมายอะไรเลยในทางกฎหมาย หากเบื้องหลังนั้นขาดสิ่งที่สำคัญที่สุดไป นั่นคือ "เจตนาที่แท้จริง" ครับ

          เรื่องราวเริ่มต้นที่นาง ช. หญิงชราวัย 89 ปีเศษ ท่านไม่มีบุตรและสามีก็เสียชีวิตไปนานแล้ว ท่านจึงมีทรัพย์สมบัติสะสมไว้ค่อนข้างมากครับ ต่อมาเมื่อท่านล้มป่วยหนักด้วยโรคชราและโรคร้ายแรงรุมเร้าถึง 5 โรค จนต้องใส่เครื่องช่วยหายใจและกึ่งไม่รู้สึกตัว จู่ๆ ก็มีบุคคลภายนอก (ในคดีนี้เรียกว่าผู้คัดค้าน) เข้ามาพาตัวท่านออกจากบ้านที่หลานสาวดูแลอยู่ ไปอยู่ที่บ้านของตนเองครับ

          ความน่าสงสัยเกิดขึ้นตรงที่ หลังจากย้ายไปอยู่บ้านใหม่ได้เพียง 4 วัน ก็มีการทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดให้ผู้คัดค้านทันทีครับ เมื่อนาง ช. เสียชีวิตลง พี่น้องแท้ๆ ของท่าน (ผู้ร้อง) จึงต้องลุกขึ้นมาสู้เพื่อความถูกต้อง เพราะพฤติการณ์นี้มันผิดปกติเกินกว่าที่ทายาทจะรับได้ครับ

          ในการสู้คดี ศาลท่านพิจารณาจากพยานหลักฐานอย่างละเอียดครับ สิ่งแรกที่ศาลให้ความสำคัญมากคือ "พยานหลักฐานทางการแพทย์" แพทย์ผู้รักษาได้เบิกความชัดเจนว่านาง ช. มีอาการเซื่องซึม หูไม่ได้ยิน และไม่สามารถโต้ตอบได้ตามปกติในช่วงเวลานั้น ซึ่งขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างของฝั่งผู้คัดค้านที่บอกว่าเจ้ามรดกยังมีสติสัมปชัญญะดี

          นอกจากนี้ ศาลยังพบร่องรอยของ "ความขัดแย้งในอดีต" ครับ ปรากฏว่านาง ช. กับครอบครัวของผู้คัดค้านเคยมีคดีความฟ้องร้องกันอย่างรุนแรงเรื่องการปลอมพินัยกรรมของสามีนาง ช. และการยักยอกเงินฌาปนกิจ ซึ่งนาง ช. เป็นคนแจ้งความดำเนินคดีด้วยตัวเองครับ เมื่อมองตามความเป็นจริงแล้ว เป็นไปได้ยากมากที่คนเราจะยกสมบัติทั้งหมดให้กับคนที่เคยเป็นศัตรูคู่แค้นกันมาก่อนครับ

          อีกจุดหนึ่งที่เป็นจุดตายของฝ่ายผู้คัดค้านเลย คือการที่พยานที่มาลงลายมือชื่อในพินัยกรรม กลับได้รับรางวัลเป็น "บ้านพร้อมที่ดิน" จากผู้คัดค้านหลังจากเจ้ามรดกเสียชีวิต ทั้งที่ไม่มีหนี้สินต่อกัน พฤติการณ์นี้ศาลมองว่าอาจเป็นการตอบแทนพยานเพื่อให้มาลงชื่อในพินัยกรรมที่ไม่โปร่งใสครับ

          จากข้อเท็จจริงทั้งหมด ศาลฎีกาจึงมีคำวินิจฉัยสรุปได้ดังนี้ครับ

  1. พินัยกรรมเป็นโมฆะ: ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1704 พินัยกรรมที่ทำขึ้นโดยบุคคลที่ไม่มีความสามารถตามกฎหมาย หรือขาดสติสัมปชัญญะในขณะทำ ย่อมไม่มีผลบังคับ เมื่อนาง ช. ป่วยหนักจนไม่สามารถรับรู้สาระสำคัญได้ พินัยกรรมนั้นจึงเป็นโมฆะครับ
  2. การตั้งผู้จัดการมรดก: เมื่อพินัยกรรมเป็นโมฆะ ผู้คัดค้านจึงไม่มีส่วนได้เสียในมรดกอีกต่อไป ศาลจึงมีอำนาจสั่งตั้งทายาทโดยธรรม (พี่น้องแท้ๆ) เป็นผู้จัดการมรดกตาม มาตรา 1713 เพื่อแบ่งปันทรัพย์สินให้ถูกต้องตามกฎหมายครับ

          บทเรียนจากคดีนี้สอนให้เรารู้ว่า ความยุติธรรมไม่ได้พิจารณาแค่กระดาษใบเดียวครับ แต่ศาลท่านจะดูไปถึงสภาพร่างกาย จิตใจ และความสัมพันธ์ของคู่กรณีประกอบกันด้วย สำหรับใครที่ต้องการทำพินัยกรรมให้โปร่งใสและไร้ข้อกังขา ผมแนะนำให้ทำเป็น "พินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมือง" หรือมีใบรับรองแพทย์แนบไว้เสมอในวันที่ทำพินัยกรรม เพื่อคุ้มครองเจตนารมณ์สุดท้ายของเจ้ามรดกอย่างแท้จริงครับ


ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว

Visitors: 664,087