เมียและลูกเซ็นชื่อยอมรับชำระหนี้แทนผู้ตาย ต้องชำระหนี้ทั้งหมดแทนผู้ตายหรือไม่

เมียและลูกเซ็นชื่อยอมรับชำระหนี้แทนผู้ตาย ต้องชำระหนี้ทั้งหมดแทนผู้ตายหรือไม่

          เมื่อหัวหน้าครอบครัวถึงแก่กรรมลงพร้อมกับทิ้งภาระหนี้สินก้อนโตไว้ เจ้าหนี้ส่วนใหญ่มักฉวยโอกาสนำหนังสือหรือสัญญามาให้คู่สมรสหรือบุตรลงนามยินยอมชดใช้หนี้แทนผู้ตาย หลายคนลงลายมือชื่อไปเพราะความเกรงใจหรือเข้าใจผิด คิดว่าเมื่อเซ็นชื่อไปแล้วตนเองจะต้องควักเงินส่วนตัวออกมาใช้หนี้แทนจนหมดสิ้น

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6225/2539 ได้วางบรรทัดฐานสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของทายาทไว้อย่างมีเหตุผล โดยชี้ว่าการที่ทายาทเซ็นหนังสือยอมรับสภาพหนี้ของเจ้ามรดกผู้ตายนั้น มีผลผูกพันทายาทในฐานะ "ทายาทผู้รับมรดก" เท่านั้น ไม่ใช่การแปลงหนี้ใหม่หรือยอมรับผิดเป็นการส่วนตัว ทายาทจึงรับผิดชดใช้หนี้ "ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตนได้รับ" ครับ

          คดีนี้ นายโปร่ง (ผู้ตาย) เป็นลูกหนี้โจทก์อยู่เป็นเงินจำนวน 2,720,000 บาท ต่อมาเมื่อนายโปร่งถึงแก่กรรมลง จำเลยที่ 1 (ภริยาของผู้ตาย) และจำเลยที่ 2 (บุตรของผู้ตาย) ซึ่งเดิมไม่ได้มีหนี้สินส่วนตัวกับโจทก์เลย ได้ทำหนังสือข้อตกลงรับสภาพหนี้กับโจทก์ โดยในสัญญาข้อ 1 ระบุว่า

          “ขณะทำสัญญาฉบับนี้ นายโปร่ง ชัยกิจ ยังคงเป็นลูกหนี้โจทก์อยู่เป็นจำนวนเงิน 2,720,000 บาท ข้าพเจ้าทั้งสองตกลงยินยอมชดใช้หนี้จำนวนดังกล่าว โดยจะชำระเป็นงวด...”

          หลังจากทำสัญญา จำเลยทั้งสองได้ชำระเงินให้โจทก์ไปแล้วบางส่วนเป็นเงิน 900,000 บาท แต่ต่อมาไม่ได้ชำระต่อ โจทก์จึงนำหนังสือดังกล่าวมายื่นฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาล เพื่อขอให้บังคับให้ร่วมกันชดใช้เงินส่วนที่เหลืออีก 1,820,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

          ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์ แต่ ให้รับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ได้รับจากนายโปร่งผู้ตาย ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดในฐานะส่วนตัว (ต้องนำเงินส่วนตัวมาชำระ) จำเลยทั้งสองจึงยื่นฎีกาต่อศาลสูง

          ศาลฎีกาได้พิจารณาข้อความในหนังสือรับสภาพหนี้และบทบัญญัติเรื่องมรดก แล้ววางหลักการตีความสัญญาลักษณะนี้ไว้อย่างชัดเจน

  1. ไม่ใช่การแปลงหนี้ใหม่: การทำสัญญาฉบับนี้ ไม่ใช่การแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ที่จะทำให้มูลหนี้เดิมระหว่างโจทก์กับนายโปร่งระงับไป เพราะนายโปร่งได้เสียชีวิตไปก่อนที่จะมีการทำสัญญานี้แล้ว
  2. ผูกพันในฐานะทายาท ไม่ใช่ส่วนตัว: พิเคราะห์จากข้อความในสัญญา สัดส่วนและที่มาของหนี้ เห็นได้ชัดว่าจำเลยทั้งสองทำสัญญาขึ้นเพื่อ "ยอมรับสภาพหนี้ของเจ้ามรดก" ในฐานะที่เป็นทายาทผู้สืบสิทธิของผู้ตาย เจตนาของสัญญาคือยอมเข้าผูกพันในฐานะทายาท มิใช่ยอมรับผิดเป็นการส่วนตัว
  3. ขอบเขตความรับผิดของทายาท: แม้สัญญาจะมีผลสมบูรณ์บังคับกันได้ตามกฎหมาย แต่เมื่อทำขึ้นในฐานะทายาทรับสภาพหนี้เดิม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เรื่องมรดกวางหลักไว้ว่า ทายาทไม่ต้องรับผิดชอบในหนี้สินเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ตน จำเลยทั้งสองจึงคงต้องรับผิดต่อโจทก์ "ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตนได้รับจากกองมรดกของผู้ตายเท่านั้น"

          ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ และพิพากษาแก้ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นั่นคือให้หักชำระหนี้จากกองมรดกของผู้ตาย และจำเลยไม่ต้องนำทรัพย์สินส่วนตัวมาจ่ายหากมรดกไม่พอ

          ดังนั้น หลักกฎหมายมรดกคุ้มครองทายาทเสมอว่า "หนี้พ่อแม่ ลูกเมียรับผิดชอบไม่เกินทรัพย์มรดกที่ได้รับ" แม้จะไปเซ็นหนังสือยอมรับสภาพหนี้แทนผู้ตายในภายหลัง สัญญานั้นก็มีผลบังคับให้ชดใช้ได้แค่เท่าที่ไม่เกินมูลค่ามรดกที่ได้รับเท่านั้น เจ้าหนี้จะมาบังคับยึดบ้านหรือเงินส่วนตัวของลูกเมียไม่ได้

 

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer

Visitors: 669,063