เมื่อสามีแอบโอนรถซึ่งเป็นสินสมรสให้ลูกติด ภรรยาจะทวงคืนได้หรือไม่

เมื่อสามีแอบโอนรถซึ่งเป็นสินสมรสให้ลูกติด ภรรยาจะทวงคืนได้หรือไม่

(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4837/2567)

          ปัญหาข้อพิพาทในครอบครัวที่มักนำไปสู่การฟ้องร้องเป็นคดีความอยู่บ่อยครั้ง คงหนีไม่พ้นเรื่องของการจัดการทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพย์สินที่ถือเป็น "สินสมรส" ปัญหาจะยิ่งซับซ้อนและบานปลายมากขึ้น เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำทรัพย์สินที่หามาได้ร่วมกันไปยกให้บุคคลอื่นโดยที่คู่สมรสอีกฝ่ายไม่ได้รับรู้ หรือไม่ได้รับความยินยอม

          ซึ่งเหตุการณ์ในลักษณะนี้มักทิ้งปัญหาใหญ่ไว้เบื้องหลัง โดยเฉพาะเมื่อผู้ให้เสียชีวิตลง ข้อพิพาทระหว่างภรรยาคนปัจจุบันกับลูกติดของสามีจึงมักเกิดขึ้น ดังเช่นบรรทัดฐานที่ศาลฎีกาได้วางไว้ในคำพิพากษาที่ 4837/2567

          ข้อเท็จจริงในคดีนี้เริ่มต้นจากเรื่องราวที่เข้าใจได้ไม่ยากนัก คือสามีภรรยาคู่หนึ่งได้จดทะเบียนสมรสกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ในระหว่างที่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันนั้น ทั้งสองฝ่ายได้ทรัพย์สินมาหลายรายการ ซึ่งรวมถึงรถยนต์หรูอย่างเมอร์เซเดส-เบนซ์ และรถยนต์อีซูซุ ตามหลักกฎหมายแล้ว ทรัพย์สินใดๆ ที่ได้มาระหว่างการสมรสจะถือว่าเป็น "สินสมรส" ทันที

          แต่จุดเปลี่ยนของเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อก่อนที่สามีจะเสียชีวิต เขาได้ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ทั้งสองคันนี้ให้แก่บุตรของตนเองซึ่งเป็นลูกที่เกิดจากภรรยาเก่าโดยเสน่หา ปัญหาสำคัญคือการโอนรถครั้งนี้ สามีไม่ได้ขอความยินยอมจากภรรยาคนปัจจุบันแต่อย่างใด เมื่อสามีเสียชีวิตลง ภรรยาจึงได้นำคดีมาฟ้องศาลเพื่อขอเรียกรถยนต์ทั้งสองคันนั้นคืน โดยอ้างหลักการว่าทรัพย์สินดังกล่าวคือสินสมรสที่สามีไม่มีสิทธินำไปยกให้คนอื่นได้เพียงฝ่ายเดียว

          ทางฝั่งลูกๆ ที่ได้รับรถยนต์ไป ก็ได้ต่อสู้คดีในชั้นศาลอย่างเต็มที่ โดยให้การว่าบิดาของตนได้จดทะเบียนโอนรถให้โดยเสน่หาก่อนที่จะเสียชีวิตไปแล้ว ดังนั้น เมื่อโอนให้แล้ว รถคันนี้จึงไม่ใช่สินสมรสและไม่ใช่มรดกอีกต่อไป ภรรยาของพ่อจึงไม่มีสิทธิมาทวงคืนได้

          เมื่อคดีนี้ขึ้นสู่การพิจารณา ศาลฎีกาได้วิเคราะห์ข้อเท็จจริงและปรับใช้ข้อกฎหมายอย่างละเอียดลึกซึ้ง โดยชี้ให้เห็นถึงแก่นแท้ของสิทธิในสินสมรส ศาลอธิบายว่า เมื่อรถยนต์ทั้งสองคันเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างจดทะเบียนสมรส กฎหมายจะถือว่าคู่สมรสทั้งสองฝ่ายมีฐานะเป็น "เจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันคนละครึ่ง" ดังนั้น แม้สามีจะเป็นผู้ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนรถให้ลูกด้วยตนเอง แต่ในทางกฎหมายแล้ว สามีมีสิทธิความเป็นเจ้าของในตัวรถเพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น อีกครึ่งหนึ่งยังคงเป็นสิทธิอันชอบธรรมของภรรยา การที่สามีนำรถไปยกให้ลูก จึงหมายความว่าสามีสามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้ได้เฉพาะในส่วนที่ตนเองเป็นเจ้าของอยู่เท่านั้น

          ศาลฎีกาได้นำหลักกฎหมายทั่วไปที่สำคัญมากประการหนึ่งมาบังคับใช้ นั่นคือหลักที่ว่า "ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน" เมื่อบิดามีสิทธิในรถเพียงครึ่งเดียว บุตรที่รับโอนรถมาจึงได้สิทธิในรถยนต์คันนั้นไปแค่ครึ่งเดียวตามส่วนของบิดาเท่านั้น ไม่ได้กรรมสิทธิ์ไปอย่างสมบูรณ์ทั้งคันตามที่ฝ่ายลูกเข้าใจ บทสรุปของคดีนี้ ศาลจึงพิพากษาให้ภรรยาในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม มีสิทธิติดตามเรียกส่วนของตนคืนจากลูกๆ ของสามีได้ครึ่งหนึ่งของรถยนต์ทั้งสองคัน

          คำพิพากษาคดีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์และบทเรียนทางกฎหมายที่สำคัญยิ่งสำหรับคนมีครอบครัว ทำให้เราได้ตระหนักว่าการจัดการสินสมรสที่เป็นทรัพย์สินชิ้นใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ บ้าน หรือที่ดิน การจะนำไปทำนิติกรรมใดๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเสมอ แม้ชื่อในเอกสารสิทธิหรือเล่มทะเบียนรถจะมีชื่อของสามีหรือภรรยาเพียงคนเดียว แต่ในสายตาของกฎหมาย หากเป็นทรัพย์ที่ได้มาระหว่างสมรส สิทธิความเป็นเจ้าของร่วมก็ยังคงอยู่เสมอ การแอบโอนทรัพย์สินให้ผู้อื่นโดยพละการ นอกจากจะไม่ทำให้ผู้รับได้รับกรรมสิทธิ์อย่างสมบูรณ์แล้ว ยังอาจนำมาซึ่งปัญหาการฟ้องร้องริดรอนสิทธิกันในครอบครัวดังเช่นคดีนี้อีกด้วย

 

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว

 

 

 

Visitors: 664,951