การแอบอัดเสียงสนทนาเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในศาล

การแอบอัดเสียงสนทนาเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในศาล

(วิเคราะห์จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8575/2563)

          ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือทำให้การบันทึกเสียงและวิดีโอเป็นเรื่องง่ายดายและทำได้ตลอดเวลา หลายคนจึงมักใช้วิธีการแอบอัดเสียงในระหว่างการเจรจาหรือเมื่อมีข้อพิพาท เพื่อหวังจะนำมาใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการผูกมัดอีกฝ่ายในชั้นศาล ทว่าในมุมมองของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม การแอบบันทึกเสียงโดยที่คู่สนทนาไม่รู้ตัวและไม่ได้ให้ความยินยอมนั้น สามารถนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีอาญาได้จริงหรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8575/2563 ได้วางบรรทัดฐานและให้คำตอบในเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน

          ข้อเท็จจริงในคดีนี้เริ่มต้นจากการที่โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท โดยกล่าวหาว่าจำเลยได้พูดจาใส่ความตนต่อบุคคลที่สาม ซึ่งในการนำสืบพยาน ฝ่ายโจทก์ได้นำแผ่นซีดีบันทึกเสียงการสนทนาพร้อมทั้งเอกสารข้อความที่ถอดเทปมายื่นเป็นพยานวัตถุชิ้นสำคัญ เพื่อยืนยันว่าจำเลยได้กล่าวถ้อยคำหมิ่นประมาทจริง แต่ปัญหาสำคัญทางกฎหมายได้เกิดขึ้นเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ที่ทำการบันทึกเสียงซึ่งเป็นพยานฝ่ายโจทก์นั้น เป็นผู้ตระเตรียมเครื่องบันทึกเสียงและทำการแอบอัดการสนทนาไว้ โดยที่จำเลยทั้งสองไม่ทราบเรื่องและไม่ได้ให้ความยินยอมมาก่อน

          เมื่อคดีเข้าสู่การพิจารณา ศาลฎีกาได้วินิจฉัยประเด็นนี้โดยอาศัยหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ซึ่งวางหลักไว้ว่า พยานหลักฐานที่ศาลจะรับฟังได้ต้องเป็นพยานที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือได้มาโดยมิชอบประการอื่น ศาลชี้ให้เห็นว่าการแอบนำเครื่องบันทึกเสียงมาอัดการสนทนาโดยที่คู่สนทนาไม่รู้ตัวนั้น ย่อมเป็นการกระทำที่กระทบกระเทือนและละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลอย่างชัดแจ้ง แม้ผู้ที่ทำการแอบอัดเสียงจะเป็นเพียงประชาชนคนธรรมดา ไม่ใช่เจ้าพนักงานของรัฐก็ตาม ศาลก็ถือว่าคลิปเสียงดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานที่แสวงหามาโดยมิชอบ ซึ่งกฎหมายสั่งห้ามมิให้ศาลรับฟัง

          อย่างไรก็ตาม กฎหมายยังคงมีข้อยกเว้นตามมาตรา 226/1 ที่เปิดช่องให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบได้ หากการรับฟังนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียที่เกิดจากการกระทบต่อมาตรฐานระบบงานยุติธรรมหรือสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน แต่สำหรับคดีนี้ ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อหาหมิ่นประมาทเป็นเพียงข้อพิพาทระหว่างเอกชนด้วยกันและเป็นความผิดอันยอมความได้ ไม่ใช่คดีร้ายแรงที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือผลประโยชน์สาธารณะของประชาชนโดยรวม การจะอนุญาตให้รับฟังคลิปเสียงที่ได้มาจากการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เพื่อช่วยอุดช่องโหว่ทางพยานหลักฐานให้แก่ฝ่ายโจทก์นั้น ถือว่าได้ไม่คุ้มเสีย เพราะจะเป็นการขัดต่อหลักการพื้นฐานและทำลายมาตรฐานการดำเนินคดีอาญา ศาลจึงตัดสินใจตัดพยานหลักฐานชิ้นนี้ทิ้งไป

          บทสรุปของคดีนี้ เมื่อศาลไม่รับฟังคลิปเสียงและเอกสารถอดเทป พยานบุคคลอื่นที่ฝ่ายโจทก์นำมาสืบก็ไม่มีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอที่จะพิสูจน์ให้ปราศจากข้อสงสัยได้ว่าจำเลยกล่าวถ้อยคำหมิ่นประมาทอย่างไร ศาลจึงพิพากษายกฟ้องในที่สุด คำพิพากษาคดีนี้จึงเป็นอุทาหรณ์ทางกฎหมายที่สำคัญที่เตือนให้ทราบว่า การแอบอัดเสียงผู้อื่นเพื่อนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีที่เป็นความผิดต่อส่วนตัวนั้น มีความเสี่ยงสูงมากที่จะถูกศาลปฏิเสธไม่รับฟัง เนื่องจากเป็นการได้พยานหลักฐานมาโดยละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล เว้นเสียแต่ว่าคดีนั้นจะเป็นคดีอาญาร้ายแรงที่ศาลอาจต้องชั่งน้ำหนักถึงประโยชน์แห่งความยุติธรรมของสังคมเป็นหลัก

 

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว

 

 

 

Visitors: 665,051