สิทธิฟ้องเพิกถอนฉ้อฉล ย่อมติดไปกับตัวหนี้ที่รับโอน
สิทธิฟ้องเพิกถอนฉ้อฉล ย่อมติดไปกับตัวหนี้ที่รับโอน
ความเชื่อของลูกหนี้บางคนที่คิดว่า หากตนเองยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินหรือแอบยกที่ดินให้ลูกหลานไปก่อนที่ "เจ้าหนี้รายใหม่" จะเข้ามารับช่วงสิทธิหรือรับโอนหนี้มา จะทำให้เจ้าหนี้คนใหม่ไม่มีสิทธิ์ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉลได้นั้น เป็นความเข้าใจที่ผิดมหันต์
ล่าสุดที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยวางบรรทัดฐานสำคัญคุ้มครองตลาดการเงินและสิทธิของเจ้าหนี้ไว้อย่างเด็ดขาดในคำพิพากษาฎีกาที่ 3107/2568 โดยชี้ว่า สิทธิในการตามยึดทรัพย์ที่ถูกโอนหนีหนี้ไปนั้น ย่อมติดสอยห้อยตามตัวหนี้ไปยังผู้รับโอนด้วยเสมอ อย่างไรก็ตาม คดีนี้ยังให้บทเรียนอันลึกซึ้งเกี่ยวกับการสู้รบทางพยานหลักฐานระหว่างเจ้าหนี้กับบุคคลภายนอก ที่แสดงให้เห็นว่าหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์และผลคดีอาญา มีผลแพ้ชนะต่างจากพยานบุคคลปากเปล่าอย่างสิ้นเชิง
คดีนี้เริ่มต้นจาก โจทก์ได้รับโอนสิทธิเรียกร้อง (รับโอนหนี้) ตามสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันมาจากเจ้าหนี้เดิมเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2558 เพื่อมาเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อมาโจทก์ได้ยื่นฟ้องคดีแพ่งเรียกเงินคืน 15 ล้านบาทเศษ ซึ่งในระหว่างที่คดีแพ่งกำลังพิจารณาอยู่นั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ลักไก่จดทะเบียนยกที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นลูกแท้ ๆ โดยไม่มีค่าตอบแทน
จากนั้นไม่นาน ลูกทั้งสองคนก็รีบโอนขายที่ดินแปลงนี้ต่อไปให้แก่จำเลยที่ 5 (ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้องสาวของจำเลยที่ 1) และจำเลยที่ 5 ก็ได้นำที่ดินไปจำนองไว้กับธนาคารเพื่อเอาเงินออกมา โจทก์เมื่อทราบเรื่องจึงยื่นฟ้องจำเลยทั้งหมดขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการโอนที่ดินดังกล่าวเพราะเป็นการฉ้อฉลเจ้าหนี้
นอกจากนี้โจทก์ยังขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินอีกแปลง (โฉนดเลขที่ 827) ที่จำเลยที่ 1 ยกให้ลูกแล้วลูกเอาไปขายต่อให้บุคคลอื่น (จำเลยที่ 7 ถึงที่ 9) รวมถึงขอให้เพิกถอนการโอนรถยนต์ชิ้นหนึ่งด้วย คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งหมด โดยมองว่าในขณะที่ลูกหนี้เริ่มโอนทรัพย์สินหนีหนี้บางรายการ โจทก์ยังไม่ได้เป็นเจ้าหนี้โดยตรง โจทก์จึงต้องยื่นฎีกาต่อศาลสูง
ปมกฎหมายชี้ขาดปมแรกซึ่งเข้าสู่การพิจารณาของ มติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา คือ โจทก์ซึ่งเป็นเพียง "ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง" มีสิทธิฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ได้ร่วมกันตีความเจตนารมณ์ของกฎหมายและวางหลักเกณฑ์ว่า มาตรา 237 มุ่งคุ้มครองเจ้าหนี้ผู้สุจริตมิให้ถูกลูกหนี้ที่ไม่สุจริตยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน
ซึ่งผลของการเพิกถอนจะทำให้ทรัพย์สินกลับมาเป็นของลูกหนี้เพื่อประโยชน์ในการบังคับคดีของเจ้าหนี้ทุกคน ดังนั้น คำว่า "เจ้าหนี้" ตามกฎหมายนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เฉพาะเจ้าหนี้ในขณะที่ลูกหนี้ทำนิติกรรมฉ้อฉลเท่านั้น แต่หมายรวมถึง "เจ้าหนี้ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง" ด้วย เพราะเมื่อมีการโอนหนี้มาโดยชอบตามมาตรา 306 โจทก์ย่อมได้รับการคุ้มครองสิทธิเช่นเดียวกับเจ้าหนี้เดิม มิฉะนั้นลูกหนี้หัวหมอก็จะใช้อ้างเพื่อเอาเปรียบเจ้าหนี้เพียงเพราะหนี้ถูกเปลี่ยนมือ ซึ่งขัดต่อคุณธรรมของกฎหมาย
เมื่อโจทก์มีอำนาจฟ้อง ปมถัดมาคือการวัดความสุจริตของบุคคลภายนอก ในส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ที่โอนขายให้จำเลยที่ 5 (น้องสาวลูกหนี้) ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้ฟ้องคดีอาญาจำเลยแก๊งนี้ในข้อหา "โกงเจ้าหนี้" ไปก่อนแล้วและทุกคนให้การรับสารภาพ ประกอบกับจำเลยที่ 5 เคยไปขึ้นศาลเป็นพยานในคดีแพ่งกู้เงินมาก่อน จึงย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าพี่ชายของตนถูกฟ้องหนี้ 15 ล้านบาท
พฤติการณ์การรับโอนที่ดินจึงเป็นการทำเพื่อไม่ให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ ศาลฎีกาจึงชี้ว่าจำเลยที่ 5 ไม่ใช่บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยสุจริตตามมาตรา 238 จึงพิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินแปลงนี้ทั้งหมด เพื่อให้กลับมาเป็นของลูกหนี้ตามเดิม แต่เนื่องจากที่ดินถูกจำนองไว้กับธนาคาร ซึ่งธนาคารเป็นบุคคลภายนอกที่สุจริต ที่ดินนี้จึงต้องติดภาระจำนองกลับไปด้วย
ในทางกลับกัน สำหรับที่ดินอีกแปลง (โฉนดเลขที่ 827) ที่ถูกโอนขายต่อไปให้จำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 และคดีรถยนต์ของจำเลยที่ 6 ศาลฎีกากลับยกฟ้องไม่เพิกถอนให้ เนื่องจากโจทก์มีภาระการพิสูจน์ความไม่สุจริตของบุคคลภายนอกเหล่านี้ แต่โจทก์กลับขึ้นเบิกความเป็นพยานปากเดียวลอย ๆ โดยไม่มีหลักฐานอื่นมาสนับสนุน ในขณะที่ฝั่งจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 มีหลักฐานการกู้เงินจากสหกรณ์มาซื้อที่ดินเพื่อสร้างบ้านให้แม่จริง ๆ ยืนยันความสุจริตและเสียค่าตอบแทน เมื่อพยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนัก ศาลจึงไม่อาจเพิกถอนทรัพย์สินในส่วนนี้ได้
บทสรุปของคดีนี้ส่งสัญญาณเตือนภัยไปยังลูกหนี้ทุกคนว่า การเปลี่ยนมือเจ้าหนี้ไม่ได้ช่วยล้างมลทินจากการยักย้ายทรัพย์สินหนีหนี้ และเจ้าหนี้รายใหม่มีอำนาจเต็มตามกฎหมายที่จะฟ้องเพิกถอนยึดทรัพย์สินกลับคืนมาได้ นอกจากนี้ยังเป็นบทเรียนสำคัญของเจ้าหนี้ในทางวิธีพิจารณาความแพ่งว่า การฟ้องเพิกถอนฉ้อฉลจะสำเร็จได้ เจ้าหนี้ต้องทำการบ้านอย่างหนักในการสืบหาหลักฐานมาหักล้างความสุจริตของบุคคลภายนอกอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงแค่การคาดเดาหรือเบิกความลอย ๆ ครับ
ปรึกษากฎหมายโทร
ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer
สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi
หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z
สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn
หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap
www.closelawyer.co.th
ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer








