เล่าเรื่องจริงที่เป็นเรื่องส่วนตัว = หมิ่นประมาท (ฎีกาที่ 5172/2557)
เล่าเรื่องจริงที่เป็นเรื่องส่วนตัว = หมิ่นประมาท
พฤติกรรมการคอยตามตื๊อ ตามเฝ้าเช้าเย็น หรือรบกวนความเป็นอยู่ส่วนตัวของคนรักเก่า อาจสร้างความอึดอัดและน่ารำคาญใจให้อีกฝ่ายอย่างมาก จนบางครั้งฝ่ายที่ถูกตามตื๊อเลือกใช้วิธีพูดระบายหรือบอกเล่าพฤติกรรมเหล่านั้นให้บุคคลภายนอกฟังเพื่อความสะใจหรือมุ่งหวังให้ฝ่ายที่ตามตื๊อรู้สึกอับอายและหยุดพฤติกรรม
แต่ว่าในทางกฎหมาย การนำเรื่องส่วนตัวของคนอื่นไปเล่าต่อในลักษณะที่ทำให้เขาดูไม่ดี แม้เรื่องนั้นจะเป็นความจริง ก็อาจกลายเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทได้ คำพิพากษาฎีกาที่ 5172/2557 ได้วางบรรทัดฐานสำคัญเกี่ยวกับเส้นแบ่งระหว่างการรักษาสิทธิ์ของตนเอง กับการเจตนาใส่ความทำลายชื่อเสียงในเรื่องส่วนตัวไว้อย่างเฉียบขาดครับ
คดีนี้โจทก์ร่วม (ผู้เสียหาย) และจำเลย เคยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวและเคยมีเพศสัมพันธ์กันมาก่อน แต่ไม่ได้อยู่กินกันในฐานะสามีภริยา ต่อมาเมื่อความสัมพันธ์สิ้นสุดลง โจทก์ร่วมยังคงคอยตามตื๊อจำเลย โดยไปหาจำเลยที่ห้องพักและรบกวนการครอบครองห้องพักโดยปกติสุข รวมถึงตามไปเฝ้าจำเลยที่ทำงาน จำเลยจึงนำเรื่องนี้ไปกล่าวกับบุคคลที่สามว่า ตนเองไม่รู้จักโจทก์ร่วม แต่โจทก์ร่วมมานั่งเฝ้าที่ห้องทุกคืนจนตนต้องหนีไปนอนที่อื่น และยังตามมาเฝ้าตั้งแต่เช้าถึงที่ทำงานโดยแอบอ้างว่าเป็นภริยาของตนเอง
การพูดประจานดังกล่าวทำให้โจทก์ร่วมเสื่อมเสียชื่อเสียง จึงนำความมาฟ้องจำเลยในข้อหาหมิ่นประมาท ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ลงโทษจำคุกจำเลย 6 เดือน และปรับ 4,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญา จำเลยจึงยื่นฎีกาต่อศาลสูง
ประเด็นแรกที่จำเลยต่อสู้คดีคือ โจทก์ร่วมเป็นฝ่ายมาตามรบกวนความเป็นอยู่ส่วนตัวของตนเองก่อน โจทก์ร่วมจึงมีส่วนร่วมในการก่อให้เกิดความผิด และไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่มีสิทธิ์ฟ้องคดี ศาลฎีกาวินิจฉัยหักล้างว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าโจทก์ร่วมไปรบกวนการครอบครองห้องพักโดยปกติสุขของจำเลยจริง แต่โจทก์ร่วมไม่ได้บอกหรือบังคับให้จำเลยกล่าวถ้อยคำหมิ่นประมาทใส่ความตนเองแต่อย่างใด
พฤติการณ์ของโจทก์ร่วมจึงไม่อาจถือได้ว่ามีส่วนร่วมหรือก่อให้เกิดการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท โจทก์ร่วมจึงยังคงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) มีอำนาจฟ้องจำเลยได้ตามกฎหมาย
ประเด็นต่อมาคือ ถ้อยคำที่จำเลยพูดถือเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ และถือเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อป้องกันส่วนได้เสียของตนตามคลองธรรมหรือไม่ ศาลฎีกาได้แปลความคำว่า "ใส่ความ" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานว่า หมายถึงการพูดหาเหตุร้าย หรือกล่าวหาเรื่องร้ายให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย ซึ่งการที่จำเลยนำเรื่องที่โจทก์ร่วมคอยตามตื๊อและแอบอ้างเป็นภริยาไปเล่าให้บุคคลที่สามฟัง ย่อมทำให้ผู้ที่ได้ยินเข้าใจว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้หญิงไม่ดี คอยตามตื๊อผู้ชายตลอดเวลา ถ้อยคำของจำเลยจึงเป็นการใส่ความโจทก์ร่วมอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ศาลฎีกายังชี้ขาดว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าจำเลยและโจทก์ร่วมเคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันจริง แต่ความสัมพันธ์ในลักษณะดังกล่าวไม่ได้ทำให้จำเลยมีสิทธิที่จะนำเรื่องส่วนตัวมากล่าวประจานโจทก์ร่วมแก่บุคคลที่สาม การกระทำของจำเลยมุ่งประสงค์ให้โจทก์ร่วมได้รับความอับอาย เป็นการทำลายชื่อเสียงและทำให้ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง
อีกทั้งเป็นเรื่องส่วนตัวโดยแท้ ไม่มีลักษณะที่เป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) จำเลยจึงมีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามมาตรา 326 ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์
คำพิพากษาฉบับนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนสติคนรักเก่าหรือผู้ที่กำลังประสบปัญหาถูกตามตื๊อว่า หากพฤติกรรมของอีกฝ่ายเข้าข่ายรบกวนความเป็นอยู่ส่วนตัว บุกรุก หรือสร้างความเดือดร้อนรำคาญ วิธีการแก้ไขที่ถูกต้องตามกฎหมายคือการแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาที่เกี่ยวข้อง หรือใช้สิทธิ์ทางศาลเพื่อคุ้มครองสิทธิ์ของตนเอง การเลือกวิธีแฉ ประจาน หรือเล่าเรื่องส่วนตัวของเขาให้คนอื่นฟังเพื่อหวังให้เขาอาย ต่อให้สิ่งที่เราพูดจะเป็นเรื่องจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ กฎหมายก็ไม่คุ้มครอง และอาจเปลี่ยนสถานะของเราจากผู้เสียหายให้กลายเป็นจำเลยในคดีอาญาได้ครับ
ปรึกษากฎหมายโทร
ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer
สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi
หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z
สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn
หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap
ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer








