ปลูกเพิงปิดทางเข้าออก ย่อมถือเป็นละเมิดซ้ำ มีเหตุสั่งรื้อถอนชั่วคราวก่อนตัดสิน

ปลูกเพิงปิดทางเข้าออก ย่อมถือเป็นละเมิดซ้ำ มีเหตุสั่งรื้อถอนชั่วคราวก่อนตัดสิน

         การปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างหรือรั้วปิดกั้นทางเข้าออกของผู้อื่นจนทำให้ได้รับความเดือดร้อน ถือเป็นการกระทำละเมิดที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตราบใดที่สิ่งปลูกสร้างนั้นยังไม่ถูกรื้อถอน กฎหมายถือว่าเป็นการกระทำซ้ำและกระทำต่อไปซึ่งการละเมิด โจทก์ย่อมมีสิทธิขอให้ศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราวเพื่อรื้อถอนสิ่งกีดขวางได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้คดีถึงที่สุด

        คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8402/2556 ได้วินิจฉัยข้อกฎหมายในเรื่องวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา จากกรณีที่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาละเมิด เนื่องจากจำเลยทั้งสองได้นำไม้เสาเข็มมาปลูกสร้างเป็นเพิงพักปิดกั้นทางเข้าออกของโจทก์บริเวณทิศเหนือ ซึ่งเป็นที่สาธารณะคลองชลประทานและเป็นทางเชื่อมออกสู่ถนนสายอยุธยา-วังน้อย ทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในทางเข้าออกดังกล่าวได้ ทั้งที่โจทก์ได้รับอนุญาตจากทางราชการแล้ว

        โจทก์จึงฟ้องขอให้จำเลยรื้อถอนและเรียกค่าเสียหาย พร้อมทั้งยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาเพื่อขอให้ศาลสั่งเปิดทางและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทันที ซึ่งศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้อง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างตรงจุดพิพาทกว้าง 6 เมตรไว้ชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุด โดยให้โจทก์วางเงินประกัน ความคดีจึงขึ้นสู่ศาลฎีกา

        ศาลฎีกาพิเคราะห์ข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) ซึ่งให้อำนาจศาลในการมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการละเมิด หรือมีคำสั่งอื่นใดเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายที่โจทก์อาจได้รับระหว่างการพิจารณาคดี

        โดยศาลชี้ว่า โจทก์ได้ฟ้องโดยอาศัยหลักแห่งข้อหาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 ว่าการใช้สิทธิของจำเลยทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเสียหายเดือดร้อนเกินสมควร ดังนั้น ตราบใดที่เพิงพักและไม้เสาเข็มของจำเลยยังคงตั้งอยู่ ย่อมถือได้ว่ายังคงมีการกระทำซ้ำและกระทำต่อไปซึ่งการละเมิดตามฟ้องอยู่ตลอดเวลา

         พฤติการณ์ดังกล่าวทำให้รับฟังได้ทันทีว่า คำฟ้องของโจทก์มีมูลและมีเหตุผลเพียงพอตามกฎหมายที่ศาลจะสั่งใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่โจทก์ได้ คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างปิดกั้นออกไปชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุดจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์

        คำพิพากษาฉบับนี้เป็นแนวทางสำคัญในการดำเนินคดีแพ่งประเภทพิพาทเรื่องทางเข้าออกหรือสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ ว่าคู่ความที่ได้รับความเดือดร้อนไม่จำเป็นต้องทนแบกรับความเสียหายไปจนกว่าศาลจะสืบพยานและมีคำพิพากษาเสร็จสิ้น ซึ่งอาจใช้เวลานานหลายปี แต่สามารถใช้ช่องทางตามมาตรา 254 (2) เพื่อขอความคุ้มครองจากศาลให้สั่งเปิดทางหรือรื้อถอนสิ่งกีดขวางเป็นการชั่วคราวได้ทันที หากเข้าเงื่อนไขว่าเป็นความเดือดร้อนที่เกิดจากการละเมิดที่ยังดำเนินอยู่ต่อเนื่องครับ

 

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer

Visitors: 668,231