ปกปิดสถานะ บุคคลล้มละลาย แล้วไปเนียนขอกู้เงินคนอื่น ถือเป็นความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่?

ปกปิดสถานะ "บุคคลล้มละลาย" แล้วไปเนียนขอกู้เงินคนอื่น ถือเป็นความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่?

          หลายคนอาจสงสัยว่า หากคนที่ถูกศาลสั่งให้เป็น "บุคคลล้มละลาย" (ซึ่งตามกฎหมายจะทำนิติกรรมกู้ยืมเงินไม่ได้แล้ว) แอบไปขอกู้ยืมเงินคนอื่นโดยปกปิดสถานะล้มละลายของตัวเองไว้ จะมีความผิดทางอาญาหรือไม่? และลูกหนี้จะหัวหมออ้างได้ไหมว่า "ชื่อถูกประกาศล้มละลายในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เจ้าหนี้ต้องรู้และไปหาอ่านเอาเองสิ!"

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1334/2555 ตัดสินประเด็นนี้ไว้ว่า "ผิดฐานฉ้อโกง และติดคุกครับ

          คดีนี้เริ่มต้นจาก จำเลยที่ 1 และ จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกันไปติดต่อขอกู้ยืมเงินจำนวน 2,000,000 บาท จากผู้เสียหาย โดยในการทำสัญญา จำเลยที่ 1 ทำหน้าที่เป็น "ผู้กู้" และ จำเลยที่ 2 ทำหน้าที่เป็น "ผู้ค้ำประกัน"

          ในขณะทำสัญญากู้ยืมเงิน ผู้เสียหายไม่ทราบมาก่อนเลยว่า จำเลยที่ 1 ได้ถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจำเลยทั้งสองต่างทราบข้อเท็จจริงนี้ดีแต่ช่วยกัน "ร่วมกันปกปิดข้อความจริง" ดังกล่าวไว้ ไม่ยอมบอกให้ผู้เสียหายทราบ ทำให้ผู้เสียหายเข้าใจผิดคิดว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลธรรมดาที่มีสิทธิทำสัญญากู้ยืมเงินและสามารถบังคับคดีตามกฎหมายได้ตามปกติ จึงหลงเชื่อตกลงทำสัญญากู้ยืมเงิน พร้อมทั้งมอบเงินสดให้แก่จำเลยทั้งสองไปจำนวน 1,880,000 บาท (หักดอกเบี้ยล่วงหน้า)

          ต่อมาเมื่อความแตกและไม่ได้รับเงินคืน โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83

การวินิจฉัยข้อกฎหมายของศาลฎีกา

          ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ได้ถึงแก่ความตาย ศาลจึงสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 คงเหลือปัญหาต้องวินิจฉัยเพียงว่า จำเลยที่ 2 (ผู้ค้ำประกัน) มีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงหรือไม่?

          ศาลฎีกาได้พิจารณาข้อต่อสู้และวางหลักการทางกฎหมายไว้ 2 ประเด็นสำคัญดังนี้:

          1. การประกาศในราชกิจจานุเบกษา ไม่ใช่ข้ออ้างปฏิเสธความรับผิด แม้พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 61 วรรคสอง จะบัญญัติให้มีการประกาศโฆษณาคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายในราชกิจจานุเบกษาและหนังสือพิมพ์รายวันก็ตาม แต่กฎหมายไม่ได้บัญญัติว่าเมื่อประกาศแล้วให้ถือว่าบุคคลภายนอกทุกคน "ต้องทราบ" คำพิพากษานั้นทันที

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เจตนารมณ์ของการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นเพียง ข้อสันนิษฐานเบื้องต้น เท่านั้น ในทางความเป็นจริง ผู้เสียหายซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและประชาชนทั่วไปไม่ได้ติดตามอ่านราชกิจจานุเบกษา ย่อมอาจไม่ทราบถึงคำพิพากษาให้ล้มละลายดังกล่าวได้ จำเลยจึงไม่อาจนำเรื่องการประกาศราชกิจจานุเบกษามาอ้างเพื่อปัดความรับผิดว่าผู้เสียหายต้องรู้อยู่แล้วได้

          2. ปกปิดข้อเท็จจริงเรื่องสิทธิทำสัญญา = ฉ้อโกงโดยปกปิดข้อความจริง การที่จำเลยที่ 2 รู้ว่าจำเลยที่ 1 ล้มละลายแล้วแต่กลับเข้าเป็นผู้ค้ำประกัน ถือเป็นการร่วมกับจำเลยที่ 1 ปกปิดข้อความจริงอันควรบอกให้แจ้งแก่ผู้เสียหาย เพื่อหลอกให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าสัญญากู้ยืมเงินนั้นมีผลสมบูรณ์และบังคับได้ตามกฎหมาย จนผู้เสียหายหลงเชื่อยอมส่งมอบเงินให้

          การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำโดยทุจริตและหลอกลวงผู้อื่นด้วยการปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง ครบองค์ประกอบความผิดฐาน "ร่วมกันฉ้อโกง" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83

          ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ให้บังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คือ ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 เป็นเวลา 1 ปีเต็ม (โดยไม่รอลงอาญา) และสั่งให้ร่วมกันคืนเงิน 1,780,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

 

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer

Visitors: 669,389