โศกนาฏกรรมจุดตัดทางรถไฟ ใครต้องรับผิดชอบเมื่อไม้กั้นไม่ทำงาน

โศกนาฏกรรมจุดตัดทางรถไฟ ใครต้องรับผิดชอบเมื่อไม้กั้นไม่ทำงาน

(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 148/2538)

          จากข่าวที่กำลังร้อนแรงและสร้างความเศร้าใจให้กับผู้ใช้รถใช้ถนน คือข่าวอุบัติเหตุรถเมล์ชนกับรถไฟ จนนำมาสู่หลายคำถามที่น่าวิเคราะห์  ซึ่งบทความนี้จะพาทุกคนมาย้อนดูเหตุการณ์อุบัติในอดีตที่คล้ายๆกัน ซึ่งเป็นอุบัติเหตุรถยนต์ชนกับขบวนรถไฟบริเวณจุดตัดทางข้าม มักนำมาซึ่งความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างรุนแรงและน่าสลดใจเสมอ เป็นคดีโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2533 ที่รถบัสโดยสารพุ่งชนขบวนรถไฟด่วนที่จังหวัดชัยภูมิ ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 18 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนมาก คดีนี้ได้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเพื่อชี้ขาดว่า บุคคลใดจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบทางกฎหมายต่อความสูญเสียอันใหญ่หลวงที่เกิดขึ้นในคืนนั้น

          ข้อเท็จจริงในคดีนี้เริ่มต้นขึ้นกลางดึกของวันที่ 24 พฤศจิกายน 2533 เมื่อรถบัสโดยสารสายกรุงเทพฯ-ชัยภูมิ ซึ่งบรรทุกผู้โดยสารมาเต็มคันรถ ได้ขับมาตามถนนมุ่งหน้าสู่ตัวเมืองชัยภูมิ ในขณะเดียวกัน ขบวนรถไฟด่วนสายกรุงเทพฯ-หนองคาย ก็กำลังแล่นมาถึงจุดตัดทางข้ามรถไฟที่อำเภอจัตุรัส ซึ่งจุดตัดแห่งนี้มีพนักงานการรถไฟฯ ทำหน้าที่เป็นพนักงานกั้นทางคอยควบคุมแผงกั้นถนนและให้สัญญาณไฟ

          แต่ความโชคร้ายก็เกิดขึ้นในคืนนั้น รถบัสโดยสารได้วิ่งข้ามจุดตัดและพุ่งชนประสานงากับตู้โดยสารรถไฟที่ 2 อย่างรุนแรง แรงกระแทกทำให้รถบัสพลิกคว่ำและถูกขบวนรถไฟครูดลากไปตามราง เป็นเหตุให้คนขับรถบัสและผู้โดยสารเสียชีวิตรวม 18 ราย และบาดเจ็บสาหัสอีกหลายราย

          เมื่อคดีเข้าสู่ชั้นศาล พนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องดำเนินคดีอาญากับพนักงานกั้นทางรถไฟเป็นจำเลยที่ 1 และพนักงานขับรถไฟเป็นจำเลยที่ 2 ในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและบาดเจ็บสาหัส โดยจำเลยทั้งสองต่างให้การปฏิเสธและพยายามต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน พนักงานกั้นทางรถไฟอ้างว่าตนเองได้นำแผงกั้นมาปิดถนนเรียบร้อยแล้ว แต่รถบัสขับมาด้วยความเร็วและชนแผงกั้นจนล้มก่อนจะพุ่งชนรถไฟเอง ในขณะที่พนักงานขับรถไฟก็ต่อสู้ว่าตนขับรถมาตามปกติ เมื่อเห็นสัญญาณไฟเขียวเปิดให้ผ่านและเห็นแผงกั้นปิดเรียบร้อยแล้ว จึงขับขบวนรถผ่านจุดตัดไป

          อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลฎีกาได้พิจารณาจากพยานหลักฐานอย่างละเอียด โดยเฉพาะปากคำของประจักษ์พยานซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อรูปคดี ไม่ว่าจะเป็นผู้โดยสารที่รอดชีวิต ผู้ขับขี่รถยนต์คันอื่นที่ขับตามหลังรถบัสมาติดๆ รวมถึงชาวบ้านที่วิ่งออกมาดูเหตุการณ์ทันที พยานทุกคนเบิกความสอดคล้องกันว่า ในขณะเกิดเหตุไม่เห็นแผงกั้นถนนถูกดึงลงมาปิดขวางทางเลย ซ้ำร้ายเมื่อหลังเกิดเหตุ แผงกั้นก็ยังคงถูกพับเก็บตั้งอยู่ข้างทางในสภาพปกติ ไม่มีร่องรอยการถูกรถบัสพุ่งชนตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ซึ่งสอดคล้องกับบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ระบุชัดเจนว่าแผงกั้นไม่ได้ถูกดึงลงมาปิดถนน

          ศาลฎีกาได้วิเคราะห์พฤติการณ์จากพยานหลักฐานทั้งหมดแล้วสรุปได้ว่า ในคืนนั้นเมื่อพนักงานกั้นทางรถไฟได้รับแจ้งจากสถานีว่าขบวนรถไฟกำลังจะมา เขาได้กระทำการเพียงแค่เปิดสวิตช์สัญญาณไฟเขียวเพื่อให้ขบวนรถไฟแล่นผ่าน ซึ่งทำให้พนักงานขับรถไฟเข้าใจว่าทางสะดวก แต่พนักงานกั้นทางรถไฟกลับละเลยหน้าที่สำคัญคือการดึงแผงกั้นถนนลงมาปิดขวางทางฝั่งรถยนต์ ความละหลวมในการปฏิบัติหน้าที่เพียงจุดนี้ ประกอบกับคนขับรถบัสที่ขับมาในเวลากลางคืน จึงทำให้เกิดการประสานงากันอย่างรุนแรง ศาลฎีกาจึงมีคำพิพากษายืนตามศาลล่างว่า พนักงานกั้นทางรถไฟมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและบาดเจ็บสาหัส โดยให้ลงโทษจำคุก 5 ปี ส่วนพนักงานขับรถไฟนั้น ศาลมองว่าได้ขับขี่มาตามสัญญาณไฟที่ได้รับอนุญาตแล้ว จึงไม่มีความผิดและให้ยกฟ้องไป

          คำพิพากษาคดีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนใจที่สำคัญและสะเทือนอารมณ์อย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยสาธารณะ กฎระเบียบและขั้นตอนทุกอย่างถูกออกแบบมาเพื่อรักษาชีวิตของประชาชน การละเลยหน้าที่หรือความมักง่ายเพียงเสี้ยววินาที อาจหมายถึงชีวิตของคนบริสุทธิ์จำนวนมากที่ต้องสูญเสียไปอย่างไม่มีวันกลับ ซึ่งเป็นความผิดพลาดที่ไม่อาจชดเชยได้ด้วยสิ่งใด

 

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว

 

 

 

Visitors: 665,239