รักซ้อนและห้องชุดเจ้าปัญหา เจาะลึกการให้โดยเสน่หากับนิติกรรมอำพราง

รักซ้อนและห้องชุดเจ้าปัญหา เจาะลึกการให้โดยเสน่หากับนิติกรรมอำพราง

(คำพิพากษาฎีกาที่ 3745/2568)

          เรื่องราวทางกฎหมายที่น่าสนใจนี้เริ่มต้นจากความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของชายสัญชาติญี่ปุ่นคนหนึ่งซึ่งเข้ามาทำงานในไทยและมีครอบครัวอยู่ก่อนแล้ว ต่อมาเขาได้คบหาฉันสามีภรรยากับหญิงอีกคนหนึ่งโดยปกปิดไม่ให้ภรรยาเดิมทราบ ด้วยความรักและเสน่หาเขาจึงตัดสินใจซื้อห้องชุดในอาคารชุดแห่งหนึ่งและต้องการยกให้แก่หญิงคนใหม่นี้ แต่ปัญหาเกิดขึ้นในขั้นตอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ เนื่องจากเขาเกรงว่าหากระบุในเอกสารว่าเป็นการให้โดยเสน่หา ภรรยาของเขาอาจจะเกิดความสงสัยและทราบเรื่องความสัมพันธ์ลับนี้ได้ ทั้งสองจึงตกลงกันจดทะเบียนโอนห้องชุดโดยระบุว่าเป็นการขายแทนที่จะระบุว่าเป็นการให้

          เมื่อความสัมพันธ์ของทั้งคู่สิ้นสุดลง ฝ่ายชายจึงมาฟ้องร้องต่อศาลเพื่อเรียกห้องชุดคืน โดยยกข้ออ้างว่าการจดทะเบียนขายนั้นไม่ตรงกับเจตนาที่แท้จริงและเป็นการฉ้อฉล รวมถึงพยายามเรียกคืนการให้โดยอ้างว่าฝ่ายหญิงประพฤติเนรคุณ ประเด็นแรกที่ศาลฎีกาต้องวางบรรทัดฐานคือ นิติกรรมการขายที่ทำขึ้นนั้นมีผลอย่างไรในทางกฎหมาย ศาลวินิจฉัยว่าเมื่อทั้งสองฝ่ายตั้งใจจะให้และรับห้องชุดกันโดยเสน่หามาตั้งแต่ต้น แต่กลับไปจดทะเบียนว่าเป็นการขายเพื่อปกปิดความจริง การจดทะเบียนขายจึงถือเป็นนิติกรรมอำพรางซึ่งตกเป็นโมฆะตามกฎหมาย แต่ในขณะเดียวกันกฎหมายกำหนดให้ต้องบังคับตามนิติกรรมที่ถูกอำพรางไว้ซึ่งก็คือการให้โดยเสน่หา

          แม้จะมีการจดทะเบียนผิดประเภท แต่ศาลมองว่าทั้งการขายและการให้มีสาระสำคัญเหมือนกันคือการโอนกรรมสิทธิ์ เมื่อฝ่ายชายมีเจตนาโอนห้องชุดให้ฝ่ายหญิงแต่แรกและได้ลงลายมือชื่อในเอกสารต่าง ๆ มอบหมายให้ฝ่ายหญิงไปดำเนินการแทนแล้ว การจดทะเบียนขายจึงพออนุโลมได้ว่าเป็นการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามความประสงค์ของฝ่ายชายแล้ว นิติกรรมการให้ห้องชุดจึงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ฝ่ายชายจะมาอ้างว่าเป็นการฉ้อฉลหรือสำคัญผิดเพื่อเพิกถอนในภายหลังไม่ได้

          ประเด็นต่อมาคือเรื่องการเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุเนรคุณ ซึ่งกฎหมายวางหลักเกณฑ์ไว้ว่าผู้ให้จะเรียกคืนได้ก็ต่อเมื่อผู้รับประทุษร้ายต่อผู้ให้เป็นความผิดอาญาอย่างร้ายแรง หรือทำให้ผู้ให้เสียชื่อเสียงและหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง หรือไม่ยอมเลี้ยงดูผู้ให้ในเวลาที่ยากไร้ ฝ่ายชายอ้างว่าฝ่ายหญิงเนรคุณโดยการปลอมเอกสารโอนห้องชุดอีกห้องหนึ่งและแจ้งความดำเนินคดีเขาในข้อหาบุกรุกและลักทรัพย์ แต่ศาลเห็นว่าเหตุเรื่องการปลอมเอกสารนั้นเกิดขึ้นก่อนที่การให้ห้องชุดในคดีนี้จะเสร็จสมบูรณ์ จึงไม่อาจนำมาเป็นเหตุเนรคุณเพื่อเรียกคืนการให้ที่เกิดขึ้นภายหลังได้

          ส่วนประเด็นเรื่องการแจ้งความดำเนินคดี ศาลพบข้อเท็จจริงว่าฝ่ายชายพร้อมกับภรรยาเดิมได้เข้าไปในห้องชุดในขณะที่ฝ่ายหญิงไม่อยู่และได้นำทรัพย์สินรวมถึงพระเครื่องของฝ่ายหญิงออกไป เมื่อฝ่ายหญิงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่ถูกต้องตามกฎหมาย การที่เธอไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อตำรวจเพื่อปกป้องสิทธิและทรัพย์สินของตนเอง จึงถือเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายโดยสุจริต ไม่ใช่การกลั่นแกล้งหรือหมิ่นประมาทฝ่ายชายอย่างร้ายแรงแต่ประการใด เมื่อการกระทำของฝ่ายหญิงไม่เข้าข่ายการประพฤติเนรคุณตามที่กฎหมายกำหนด ฝ่ายชายจึงไม่มีสิทธิเรียกคืนห้องชุดนั้นได้ คำพิพากษานี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจอย่างดีว่าการทำนิติกรรมอำพรางนั้นแม้จะมีผลสมบูรณ์ในแง่การให้ แต่สิทธิในการเรียกคืนนั้นมีจำกัดและต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว

 

Visitors: 663,864