ซื้อที่ดินยกให้สำนักสงฆ์ที่ยังไม่เป็นนิติบุคคล ต่อมาเมื่อได้ตั้งเป็นวัด ที่ดินจะตกเป็นที่วัดทันทีโดยไม่ต้องจดทะเบียนโอนหรือไม่?

ซื้อที่ดินยกให้สำนักสงฆ์ที่ยังไม่เป็นนิติบุคคล ต่อมาเมื่อได้ตั้งเป็นวัด

ที่ดินจะตกเป็นที่วัดทันทีโดยไม่ต้องจดทะเบียนโอนหรือไม่?

          การยกที่ดินให้สำนักสงฆ์หรือศาสนสถานก่อนที่จะได้รับการประกาศจัดตั้งเป็น "วัด" อย่างถูกต้องตามกฎหมาย มักเกิดปัญหาตามมาเมื่อเจ้าอาวาสหรือผู้ครอบครองเดิมนำที่ดินไปโอนขายหรือโอนให้บุคคลอื่น

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9543/2551 ได้วางบรรทัดฐานสำคัญเกี่ยวกับ "การอุทิศที่ดินสร้างวัด" และ "ที่ธรณีสงฆ์" ไว้อย่างชัดเจน โดยชี้ว่า การอุทิศที่ดินเพื่อสร้างวัดทำให้ที่ดินตกเป็นที่วัดทันทีเมื่อมีการประกาศตั้งวัด ไม่จำต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการยกให้ และการจะโอนที่ดินวัดไปเป็นของบุคคลอื่นทำได้ทางเดียวคือต้องออกเป็นพระราชบัญญัติเท่านั้น!

สรุปพฤติการณ์แห่งคดี (ซื้อที่ดินยกให้สำนักสงฆ์ แต่ถูกยักยอกโอนเป็นของตัว)

          การยกที่ดิน: เมื่อปี 2508 โจทก์ที่ 2 (พระครู/เจ้าอาวาส) ได้ซื้อที่ดินพิพาทเนื้อที่กว่า 5 ไร่ จากผู้อื่น แล้วยกให้โจทก์ที่ 1 ซึ่งขณะนั้นยังมีสถานะเป็นเพียง "สำนักสงฆ์" (ยังไม่เป็นนิติบุคคล)

          การประกาศตั้งวัด: ต่อมาเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2513 กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศตั้งโจทก์ที่ 1 เป็นวัดในพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง โดยโจทก์ที่ 2 ได้ทำบันทึกถ้อยคำยืนยันเจตนาอุทิศยกที่ดินพิพาทให้วัดมาโดยตลอดนับแต่วันตั้งวัด

          ปมยักยอกโอนที่ดิน: ปี 2530 โจทก์ที่ 2 มอบอำนาจให้จำเลยไปดำเนินการปรับโฉนดที่ดินที่สำนักงานที่ดิน แต่จำเลยกลับแอบใช้หนังสือมอบอำนาจจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้เป็นของจำเลยเอง ต่อมาปี 2533 จำเลยได้โอนที่ดินยกให้จำเลยร่วมที่ 1 แล้วจำเลยร่วมที่ 1 ก็นำที่ดินไปจดทะเบียนจำนองไว้กับจำเลยร่วมที่ 2 (ธนาคาร) โจทก์ทั้งสองจึงยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนและการจำนองทั้งหมด

          ศาลฎีกาได้พิจารณาข้อกฎหมายและวางบรรทัดฐานสำคัญไว้ดังนี้

          1. การอุทิศที่ดินสร้างวัด สมบูรณ์โดยไม่ต้องจดทะเบียนยกให้

แม้ขณะที่โจทก์ที่ 2 ยกที่ดินให้ในปี 2508 โจทก์ที่ 1 จะยังไม่เป็นนิติบุคคลก็ตาม แต่เมื่อต่อมาโจทก์ที่ 1 ได้รับการประกาศจัดตั้งเป็นวัดเมื่อปี 2513 และโจทก์ที่ 2 ได้แสดงเจตนายืนยันอุทิศที่ดินพิพาทเพื่อใช้เป็นที่สร้างวัดมาโดยตลอด

          การอุทิศที่ดินเพื่อสร้างวัดถือเป็นการอุทิศทรัพย์สินเพื่อศาสนประโยชน์ ที่ดินย่อมตกเป็นของแผ่นดินเพื่อใช้สร้างวัดตามเจตนาทันที โดยไม่จำต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการยกให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 และเมื่อสร้างวัดเสร็จและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ที่ดินพิพาทจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดโจทก์ที่ 1 โดยสมบูรณ์นับแต่นั้น

          2. ที่ดินวัดจะโอนได้ ต้องออกเป็นพระราชบัญญัติเท่านั้น

          เมื่อที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดโจทก์ที่ 1 แล้ว ย่อมถือเป็น ที่วัด/ที่ธรณีสงฆ์ ซึ่งตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 34 การจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของวัดได้นั้น จะทำได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติเท่านั้น

          การที่จำเลยรับมอบอำนาจไปแล้วแอบจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของตนเอง จำเลยย่อมไม่มีสิทธิรับโอนที่ดินของวัดมาเป็นของตนได้ และมีผลทำให้การโอนที่ดินต่อไปยังจำเลยร่วมที่ 1 รวมถึงการนำไปจดทะเบียนจำนองไว้กับจำเลยร่วมที่ 2 (ธนาคาร) เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่มีผลผูกพันวัดทั้งหมด ศาลจึงพิพากษาให้เพิกถอนการโอนและการจำนองทุกฉบับ และสั่งให้จำเลยส่งคืนโฉนดพร้อมขับไล่ออกจากที่ดิน

          บทสรุป การยกที่ดินให้สร้างวัด เมื่อกระทรวงประกาศจัดตั้งวัดเรียบร้อยแล้ว ที่ดินนั้นจะตกเป็นของวัดทันทีโดยอัตโนมัติ ไม่จำเป็นต้องไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ณ สำนักงานที่ดิน

          ผู้ใดก็ตาม (รวมถึงพระสงฆ์หรือเจ้าอาวาส) จะนำที่ดินของวัดไปจดทะเบียนโอนขาย ยกให้ หรือเอาไปจำนองกับธนาคารไม่ได้เด็ดขาด การโอนที่ดินวัดตามกฎหมายทำได้ทางเดียวคือต้องตราเป็น "พระราชบัญญัติ" เท่านั้น หากมีการแอบโอน ศาลสั่งเพิกถอนย้อนหลังได้ทุกกรณีครับ

 

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer

Visitors: 669,673