ผู้ค้ำประกันรับผิดเกินข้อสัญญาไม่ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 3487/2568)

ผู้ค้ำประกันรับผิดเกินข้อสัญญาไม่ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 3487/2568)

          ปัญหาการถูกฟ้องร้องจากสถาบันการเงินหรือไฟแนนซ์ในฐานะผู้ค้ำประกันรถยนต์ เป็นฝันร้ายของใครหลายคนที่มักจะต้องรับผิดชอบหนี้สินและค่าเสียหายแทนลูกหนี้หลักอย่างหลีกหลีกเลี่ยงได้ยาก ทว่าในข้อกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่งและกฎหมายค้ำประกันได้วางขอบเขตความรับผิดชอบไว้ชัดเจนว่า คนค้ำประกันมีหน้าที่จะต้องรับผิดชอบ "เฉพาะทรัพย์สินหรือสัญญา" ที่ตนเองได้ลงลายมือชื่อยอมผูกพันตนไว้เท่านั้น

          เจ้าหนี้หรือแม้กระทั่งศาลล่าง จะนำภาระผูกพันจากสัญญาฉบับอื่นที่คนค้ำประกันไม่ได้รู้เห็นด้วยมารวมมัดคอให้ร่วมรับผิดชอบไม่ได้ คำพิพากษาฎีกาที่ 3487/2568 ได้เข้ามาจัดระเบียบและวางบรรทัดฐานสำคัญในการคุ้มครองผู้ค้ำประกันในแง่ของ "ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความ" ไว้อย่างเป็นธรรม

          คดีนี้เริ่มต้นจากโจทก์ (บริษัทไฟแนนซ์) ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์ 2 คัน (สัญญาเช่าซื้อ 2 ฉบับแยกกัน) โดยคันแรกเป็นรถยนต์ทะเบียนนครราชสีมา และคันที่สองเป็นรถยนต์ทะเบียนกรุงเทพมหานคร การกู้ยืมและเช่าซื้อครั้งนี้มีจำเลยที่ 2 เข้ามาเกี่ยวข้องในฐานะ "ผู้ค้ำประกัน" แต่จำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อค้ำประกันไว้ "เฉพาะสัญญาเช่าซื้อฉบับที่ 2 (รถทะเบียนกรุงเทพฯ) เท่านั้น" ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับสัญญารถคันแรกเลย

          ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้รถทั้งสองคัน ไฟแนนซ์จึงรวมฟ้องจำเลยทั้งสองเข้ามาเป็นคดีเดียวกันเพื่อเรียกให้คืนรถและชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งจำเลยทั้งสองไม่ได้ยื่นคำให้การตามกำหนด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชอบรถทั้งสองคัน และให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชอบในฐานะคนค้ำประกันเฉพาะรถคันที่ 2

          แต่จุดพลาดสำคัญเกิดขึ้นเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาสรุปรวบยอดในตอนท้ายว่า "ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท" ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ทำให้จำเลยต้องยื่นฎีกาเพื่อคัดค้านเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนนี้

          ปมกฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกาต้องชี้ขาดมีเพียงประเด็นเดียวคือ การสั่งให้จำเลยที่ 2 (คนค้ำประกัน) ร่วมรับผิดชอบค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความรวม 3,000 บาทนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาพิเคราะห์สัมพันธ์ข้อสัญญาแล้วชี้ขาดว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันความรับผิดของจำเลยที่ 1 เฉพาะตามสัญญาเช่าซื้อฉบับที่ 2 เท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความรวมกันทั้งหมด

          ส่งผลทางปฏิบัติให้จำเลยที่ 2 ต้องร่วมควักกระเป๋าจ่ายค่าธรรมเนียมศาลและค่าทนายความในส่วนข้อพิพาทของรถคันที่ 1 ที่ตนเองไม่ได้ค้ำประกันไปด้วย ซึ่งสัดส่วนค่าใช้จ่ายเหล่านั้นถือว่าเกินกว่าขอบเขตที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามกฎหมาย การจดแต้มคำพิพากษารวบยอดแบบนี้จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชอบค่าฤชาธรรมเนียมและค่าขึ้นศาล เฉพาะตามสัดส่วนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในส่วนของรถคันที่ 2 ที่ตนเองค้ำประกันไว้เท่านั้น

          บทสรุปของคำพิพากษาฉบับนี้เป็นอุทาหรณ์และข้อเตือนใจที่สำคัญสำหรับนักกฎหมาย สถาบันการเงิน รวมถึงประชาชนทั่วไป ว่าการฟ้องคดีแบบ "แพ็กคู่" หรือการรวมหลายสัญญาเข้ามาในฟ้องเดียวกันเพื่อความสะดวกของโจทก์นั้น ในขั้นตอนการทำคำพิพากษาหรือคำบังคับ เจ้าหนี้และศาลต้องทำการแยกแยะสัดส่วนความรับผิดชอบของคนค้ำประกันแต่ละคนให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นจนจบ

          ห้ามมักง่ายสั่งให้ร่วมกันรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในศาลแบบเหมารวมเด็ดขาด เพราะค่าขึ้นศาลและค่าทนายความจะแปรผันตามจำนวนทุนทรัพย์ของรถทุกคันในคำฟ้อง หากคนค้ำประกันชะล่าใจไม่ตรวจสอบ ย่อมเท่ากับเรากำลังแบกรับต้นทุนการฟ้องร้องในหนี้สินของคนอื่นที่เราไม่ได้มีส่วนร่วมรู้เห็นนั่นเองครับ

 

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer

Visitors: 668,059