เอารถค้ำหนี้ไปจำนำต่อ ศาลฎีกาชี้เป็นร่วมกันยักยอก

เอารถค้ำหนี้ไปจำนำต่อ ศาลฎีกาชี้เป็น "ร่วมกันยักยอก"

          ในแวดวงการกู้ยืมเงินนอกระบบหรือการจำนำรถ ปัญหาที่พบบ่อยครั้งคือ เมื่อลูกหนี้นำรถยนต์มามอบให้เจ้าหนี้ยึดไว้เป็นหลักประกัน เจ้าหนี้กลับนำรถคันดังกล่าวไป "จำนำต่อ" หรือส่งมอบให้บุคคลภายนอกนำไปหาผลประโยชน์ต่ออีกทอดหนึ่ง จนกระทั่งเมื่อลูกหนี้ต้องการชำระหนี้เพื่อไถ่ถอนรถคืน ทั้งเจ้าหนี้และบุคคลภายนอกกลับไม่สามารถติดตามนำรถมาคืนได้ ปัญหาทางกฎหมายที่ตามมาคือ บุคคลภายนอกที่รับรถไปจำนำต่อจะมีความผิดฐาน "รับของโจร" หรือตกเป็น "ตัวการร่วมกันยักยอกทรัพย์" และจุดตัดของอายุความร้องทุกข์ในคดีนี้มีความสำคัญเพียงใด

          ประเด็นข้อกฎหมายนี้ได้รับการวินิจฉัยไว้อย่างชัดเจนใน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3674/2568 เรื่องราวเริ่มต้นจากผู้เสียหายได้กู้ยืมเงิน 40,000 บาทจากนายชั้น โดยส่งมอบรถกระบะที่ตนเองครอบครองอยู่ (ในฐานะผู้เช่าซื้อ) ให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกัน

          ต่อมาผู้เสียหายขอผ่อนชำระเฉพาะเงินต้น ซึ่งในวันเจรจานั้น จำเลยอยู่ในเหตุการณ์และพูดคุยจนรู้ความจริงโดยตลอดว่า รถคันนี้เป็นของผู้เสียหายที่นำมาจอดค้ำประกันเงินกู้ไว้ แต่นายชั้นกลับนำรถกระบะไปฝากไว้กับจำเลยและบอกให้จำเลยนำรถไปจำนำต่อ จำเลยจึงนำรถไปจำนำได้เงินมา 36,000 บาท (หักดอกเบี้ยล่วงหน้าแล้ว) แล้วโอนเงินเข้าบัญชีลูกเขยของนายชั้น

          ครั้นเมื่อถึงกำหนดคืนรถ ทั้งนายชั้นและจำเลยกลับไม่สามารถนำรถกระบะมาคืนให้แก่ผู้เสียหายได้ ผู้เสียหายจึงเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับนายชั้นในข้อหายักยอกทรัพย์เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 ซึ่งในวันดังกล่าวผู้เสียหายก็ทราบเรื่องและรู้ตัวจำเลยแล้วว่ามีส่วนร่วมนำรถไปจำนำ แต่กลับเพิ่งมาแจ้งความดำเนินคดีกับจำเลยในภายหลังเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2564 พนักงานอัยการจึงยื่นฟ้องจำเลยในข้อหา "รับของโจร" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357

ศาลฎีกาได้นำพฤติการณ์แห่งคดีและบทบัญญัติทางกฎหมายมาวินิจฉัยในประเด็นสำคัญ ดังนี้

          1. ยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัว ความผิดฐานยักยอกทรัพย์มิได้จำกัดว่าจะต้องกระทำโดยผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์แต่เพียงผู้เดียว บุคคลภายนอกสามารถเป็น "ตัวการร่วม" ได้ หากมีพฤติการณ์ร่วมมือร่วมใจเบียดบังทรัพย์

          2.สถานะของจำเลยคือ "ตัวการร่วมยักยอก" ไม่ใช่ "รับของโจร" จำเลยรู้มาตั้งแต่แรกว่ารถเป็นของผู้เสียหายที่นำมาค้ำประกันเงินกู้ การที่จำเลยรับรถมาครอบครองแล้วนำไปจำนำต่อตามความยินยอมของนายชั้น พร้อมโอนเงินให้ลูกเขยนายชั้น พฤติการณ์ถือว่าจำเลยเข้าครอบครองทรัพย์ร่วมกับนายชั้น และเมื่อไม่สามารถติดตามรถมาคืนได้ ย่อมแสดงว่าทั้งสองร่วมกันเบียดบังทรัพย์ไปโดยทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็น "ตัวการร่วมกันยักยอกทรัพย์" มิใช่การช่วยซ่อนเร้น จำหน่าย หรือพาเอาไปเสียอันจะเป็นความผิดฐานรับของโจร

          3.กับดักอายุความร้องทุกข์ 3 เดือน (ป.อ. มาตรา 96) เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ซึ่งเป็น "ความผิดอันยอมความได้" กฎหมายจึงบังคับเด็ดขาดว่า ผู้เสียหายจะต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เมื่อผู้เสียหายรู้เรื่องและรู้ตัวจำเลยตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2564 แต่กลับมาร้องทุกข์ดำเนินคดีกับจำเลยในวันที่ 22 สิงหาคม 2564 ซึ่งล่วงพ้นกำหนด 3 เดือนไปแล้ว คดีจึงขาดอายุความ ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) ศาลฎีกาจึงพิพากษายกฟ้อง

          คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้เป็นบทเรียนสำคัญ 2 ด้าน ทั้งเตือนสตินายหน้าหรือผู้รับจำนำรถว่า การรับรถค้ำหนี้ของคนอื่นไปจำนำต่อถือเป็น "ตัวการร่วมยักยอก" เสี่ยงติดคุกทันที และในมุมของผู้เสียหาย หากรถถูกยักยอก ต้องตรวจสอบฐานความผิดและรีบแจ้งความดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทุกคนภายใน 3 เดือน เพราะหากปล่อยเวลาให้ล่วงเลย คดีจะขาดอายุความและศาลต้องยกฟ้องตามกฎหมาย

 

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer

Visitors: 672,216