สมัครใจวิวาท อ้างป้องกันไม่ได้ อ้างบันดาลโทสะก็ไม่ขึ้น

สมัครใจวิวาท อ้างป้องกันไม่ได้ อ้างบันดาลโทสะก็ไม่ขึ้น

          เมื่อมีปากเสียงรุนแรงจนถึงขั้นท้าทายให้ออกไปเจอกันภายนอก หลายคนอาจเข้าใจว่าหากอีกฝ่ายเปิดฉากลงมือก่อน เราย่อมมีสิทธิลงมือโต้ตอบเพื่อป้องกันตัว หรือหากโกรธจัดจนฟิวส์ขาดก็เจ็บใจอ้างเหตุบันดาลโทสะต่อศาลได้ แต่ในทางกฎหมายอาญา การ "ตกปากรับคำท้า" มีราคาที่ต้องจ่ายแพงกว่าที่คิด คำพิพากษาฎีกาที่ 4686/2545 ได้วางแนวทางและหลักกฎหมายที่เฉียบขาดในเรื่องการสมัครใจเข้าวิวาทไว้อย่างน่าสนใจ

          คดีนี้เป็นเรื่องของเพื่อนบ้านที่มีปัญหาขัดแย้งกันมาเนืองๆ จนกระทั่งในวันเกิดเหตุ ผู้ตายซึ่งอยู่ในอาการมึนเมาได้เข้ามาต่อว่าดุด่าครอบครัวของจำเลยที่กำลังซ่อมแซมรั้วบ้าน และยังพยายามเขย่ารั้วจนเกือบพัง หลังจากนั้นผู้ตายก็หันมาเปิดศึกปากเสียงโต้เถียงกับจำเลยโดยตรงเป็นเวลานาน เมื่ออารมณ์ของทั้งสองฝ่ายพุ่งขึ้นถึงขีดสุด ก็เกิดการท้าทายกันขึ้นให้ไป "เคลียร์" และตกลงกันที่ฟากคลองฝั่งตรงกันข้าม จำเลยจึงเดินถือมีดปลายแหลมขนาดใหญ่ยาวถึง 24 นิ้วนำหน้าไปก่อน ส่วนผู้ตายก็ถือจอบดายหญ้าด้ามยาวเดินตามหลังไปห่างๆ เพียงเมตรเดียว

          จุดเปลี่ยนของเหตุการณ์เกิดขึ้นขณะที่ทั้งคู่กำลังเดินลงสะพานข้ามคลอง ผู้ตายซึ่งอยู่บนตำแหน่งที่สูงกว่าได้ตะโกนขึ้นว่า "กูเอามึงก่อนนะ" แล้วใช้จอบฟันเข้าที่ศีรษะบริเวณกกหูของจำเลยก่อนทันที ฝ่ายจำเลยที่เพิ่งโดนฟันจึงหันกลับไปใช้มีดปลายแหลมในมือฟันสวนกลับไปโดนเข้าที่ลำคอตัดเส้นเลือดใหญ่ เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา

          เมื่อคดีมาสู่ศาล จำเลยพยายามยกข้อต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อขอลดหย่อนพ้นโทษ 2 ประเด็นหลัก คือหนึ่ง ตนเองทำไปเพื่อ "ป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย" เพราะผู้ตายลอบกัดฟันตนเองจากด้านหลังก่อน และสอง หากไม่เข้าข่ายป้องกัน ก็ถือว่าทำไปเพราะ "บันดาลโทสะ" เนื่องจากถูกผู้ตายเมาสุราเข้ามาหาเรื่องดุด่าโต้เถียงและเขย่ารั้วบ้านจนโกรธจัด

          อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาได้วินิจฉัยหักล้างข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองประเด็นด้วยเหตุผลทางกฎหมายที่ลึกซึ้งดังนี้

          ประเด็นแรก เรื่องการอ้างสิทธิป้องกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ศาลฎีกามองลึกลงไปถึงพฤติการณ์ก่อนจะมีการลงมือ ศาลชี้ว่าการที่จำเลยตกลงตามคำท้าทายว่าจะไปเคลียร์กันที่ฟากคลอง แถมยังถือมีดเล่มใหญ่ออกเดินนำหน้าไปก่อนนั้น พฤติกรรมนี้ในทางกฎหมายถือว่า "จำเลยได้สมัครใจเข้าวิวาทและต่อสู้กับผู้ตาย" เป็นการเดินเข้าหาภัยด้วยความเต็มใจโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าผู้ตายเป็นฝ่ายยกจอบขึ้นฟันจำเลยก่อนก็ตาม แต่มันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างที่ทั้งคู่มีเจตนาสมัครใจสู้รบตบมือกันอยู่แล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิอ้างว่าตนเองกำลังเผชิญกับภัยคุกคามที่จำต้องป้องกันตัวตามกฎหมายได้เลย

          ประเด็นที่สอง เรื่องการอ้างเหตุบันดาลโทสะตามมาตรา 72 ศาลฎีกาก็วางหลักไว้อย่างเฉียบขาดเช่นกันว่า การที่จำเลยจะอ้างสิทธิลดหย่อนโทษเพราะบันดาลโทสะได้นั้น จะต้องเกิดจากการที่ตนเองถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม แต่ในเมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้จำเลยเลือกที่จะ "สมัครใจเดินทางไปเปิดศึกต่อสู้กับผู้ตายเอง" ตั้งแต่แรก ย่อมถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายถูกข่มเหงรังแกฝ่ายเดียวจนบันดาลโทสะ เมื่อเดินหน้าเข้าหาเรื่องเองแล้ว จึงไม่อาจนำเหตุบันดาลโทสะมาใช้เป็นข้ออ้างเพื่อลดหย่อนโทษได้เช่นเดียวกัน

          บทสรุปของคดีนี้ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ลงโทษจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามมาตรา 288 เต็มๆ โดยไม่ได้ลดหย่อนโทษจากเหตุป้องกันหรือบันดาลโทสะเลย

          คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนสติคนใจร้อนได้ดีที่สุดว่า คำท้าทายในเวลาที่โกรธเคืองกันนั้นห้ามตกปากรับคำเด็ดขาด เพราะทันทีที่คุณก้าวขาเดินออกไปเปิดศึกด้วยความสมัครใจ สิทธิในการป้องกันตัวและการอ้างเหตุขัดเคืองใจในทางกฎหมายจะถูกริบคืนทันที

 

ปรึกษากฎหมายโทร
ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer
สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi
หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z
สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn
หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap
www.closelawyer.co.th
ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer

Visitors: 667,039