คนสาบสูญกลับมา จะมาเรียกทรัพย์มรดกคืนได้ไหม

คนสาบสูญกลับมา จะมาเรียกทรัพย์มรดกคืนได้ไหม

          การหายตัวไปจากบ้านเป็นเวลานานจนไม่มีใครรู้ชะตากรรม ในทางกฎหมายมีบทบัญญัติเรื่อง "คนสาบสูญ" มารองรับเพื่อจัดการกับทรัพย์สินของคนที่หายไป ทว่าในกรณีที่บุคคลนั้นไม่ได้เสียชีวิตจริง แต่จู่ๆ ก็กลับมาปรากฏตัวอีกครั้งหลังจากที่ศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญไปแล้ว ปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ถูกโอนให้ทายาทไปแล้วย่อมเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำพิพากษาฎีกาที่ 4556/2566 ได้วางแนวทางการตีความสถานะบุคคลและอายุความในการทวงทรัพย์สินคืนไว้อย่างน่าสนใจและลึกซึ้ง

          คดีนี้เริ่มต้นจากประวัติชีวิตของโจทก์ที่ได้เดินทางออกจากบ้านไปตั้งแต่ปี 2546 โดยขาดการติดต่อและไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ทำให้นางมุ่ยเตียงผู้เป็นมารดาได้ยื่นคำร้องต่อศาล และศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้โจทก์เป็นคนสาบสูญในปี 2552 หลังจากนั้นมารดาในฐานะผู้จัดการมรดกก็ได้จดทะเบียนโอนที่ดินของโจทก์มาเป็นของตนเองตามขั้นตอนกฎหมายมรดก

          เรื่องราวกลับตาลปัตรเมื่อในปี 2557 โจทก์ได้เดินทางกลับมาที่บ้านและพบว่าที่ดินของตนเองถูกโอนเป็นชื่อมารดาไปแล้ว ต่อมาเมื่อมารดาถึงแก่กรรมและจำเลยทั้งสองเข้ามาเป็นผู้จัดการมรดกของมารดา โจทก์จึงได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลถอนคำสั่งที่เคยให้ตนเองเป็นคนสาบสูญ ซึ่งศาลได้มีคำสั่งเพิกถอนให้เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2563 แต่เมื่อโจทก์ไปทวงที่ดินคืน ทายาทของมารดา (จำเลยที่ 2) กลับปฏิเสธ โดยยกข้อต่อสู้สองประเด็นคือ มารดาได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินไปจากการครอบครองปรปักษ์แล้ว และคดีของโจทก์ขาดอายุความฟ้องร้องฐานลาภมิควรได้ไปแล้วเพราะโจทก์กลับมาตั้งแต่วันปี 2557 แต่ปล่อยเวลาล่วงเลยมาจนถึงปี 2563 จึงมาฟ้องคดี

          ศาลฎีกาได้นำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาพิจารณาแยกแยะข้อต่อสู้ของฝ่ายจำเลยทีละประเด็นอย่างเฉียบขาด

          ประเด็นแรก เรื่องที่จำเลยอ้างว่ามารดาได้ที่ดินไปโดยการครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382 ศาลฎีกาชี้ว่า ตามกฎหมายมาตรา 62 การที่ศาลสั่งให้ใครเป็นคนสาบสูญ ให้ถือว่าบุคคลนั้นถึงแก่ความตายเมื่อครบกำหนดเวลา 5 ปีนับแต่วันที่หายไป และส่งผลให้ทรัพย์สินตกทอดแก่ทายาททันทีตามมาตรา 1602 เมื่อไม่ปรากฏว่ามารดากระทำการโดยไม่สุจริต ที่ดินผืนนี้จึงตกเป็นมรดกและเปลี่ยนมือเป็นของมารดาโดยผลของกฎหมายทันทีนับแต่วันนั้น ดังนั้น การที่มารดาถือครองที่ดินจึงเป็นการถือครองทรัพย์สินของตนเอง ไม่ใช่การครอบครองปรปักษ์ทรัพย์สินของผู้อื่น จำเลยจึงไม่มีสิทธิยกเรื่องการครอบครองปรปักษ์ขึ้นมาอ้างได้

          ประเด็นที่สอง ซึ่งเป็นปมกฎหมายที่สำคัญที่สุด คือเรื่องอายุความฟ้องเรียกทรัพย์คืนฐานลาภมิควรได้ตามมาตรา 63 ประกอบมาตรา 419 ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่เวลาที่รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน จำเลยอ้างว่าโจทก์กลับมาเห็นที่ดินถูกเปลี่ยนชื่อตั้งแต่ปี 2557 อายุความย่อมหมดไปนานแล้ว

          ในปัญหานี้ ศาลฎีกาได้วางหลักการตีความสถานะบุคคลไว้อย่างลึกซึ้งว่า แม้ตัวโจทก์จะเดินกลับมาบ้านในปี 2557 และรับรู้เรื่องที่ดินแล้วก็ตาม แต่ในทางกฎหมาย ตราบใดที่ศาลยังไม่ได้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญ ก็ต้องถือว่าโจทก์ยังมีสถานะเป็น "บุคคลที่ถึงแก่ความตาย" อยู่ตามกฎหมาย ซึ่งคนตายย่อมไม่มีสภาพบุคคลและไม่สามารถไปใช้สิทธิใดๆ ทางศาลได้เลย

          ดังนั้น เมื่อศาลเพิ่งจะมีคำสั่งถอนคำสั่งสาบสูญอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 มีนาคม 2563 วันนั้นจึงเป็นวันที่โจทก์ "ฟื้นคืนชีพในทางกฎหมาย" กลับมาเป็นบุคคลผู้มีสิทธิชอบธรรมในการใช้สิทธิทางศาลอีกครั้ง และต้องถือว่าวันนั้นเองเป็นวันที่โจทก์เพิ่ง "รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกที่ดินคืน" อายุความ 1 ปีจึงต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีในวันที่ 22 มิถุนายน 2563 จึงยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ และมีสิทธิได้ที่ดินผืนนั้นกลับคืนมา

          คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ เป็นบทเรียนและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนว่า กฎหมายไม่ได้มองแค่ข้อเท็จจริงทางกายภาพว่าใครมีชีวิตอยู่หรือไม่ แต่ให้ความสำคัญกับสถานะบุคคลตามคำสั่งศาลเป็นหลัก การจะเริ่มต้นสิทธิหรือนับอายุความของคนที่เคยสาบสูญ จะต้องรอให้กระบวนการชุบชีวิตทางกฎหมายเสร็จสมบูรณ์เสียก่อน เพื่อไม่ให้สิทธิของประชาชนต้องสูญเสียไปในระหว่างที่ตนเองยังมีสถานะเป็นคนตายในสายตาของกฎหมาย


ปรึกษากฎหมายโทร
ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer
สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi
หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z
สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn
หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap
www.closelawyer.co.th
ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer

 

Visitors: 667,039