สั่งคอมฯ ปลอมคะแนนสอบ คุก 9 ปี ไม่รอลงอาญา

สั่งคอมฯ ปลอมคะแนนสอบ คุก 9 ปี ไม่รอลงอาญา

              การสอบแข่งขันเข้าบรรจุเป็นข้าราชการตำรวจถือเป็นประตูสำคัญที่ต้องอาศัยความรู้ความสามารถและความโปร่งใสอย่างที่สุด แต่เมื่อเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มคนบางกลุ่มโดยมิชอบ กฎหมายอาญาจึงต้องเข้ามาทำหน้าที่ในการลงโทษและวางบรรทัดฐานอย่างเฉียบขาด ดังเช่นคดีทุจริตสอบตำรวจระดับประเทศในคำพิพากษาฎีกาที่ 265/2543

              เรื่องราวอื้อฉาวนี้เกิดขึ้นในปี 2534 เมื่อกรมตำรวจได้จัดสอบแข่งขันบุคคลภายนอกเพื่อบรรจุเป็นนายตำรวจสัญญาบัตร จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายเตรียมข้อมูลของสถาบันบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในกรรมการตรวจข้อสอบและคุมเครื่องคอมพิวเตอร์ตรวจให้คะแนน ในวันตรวจข้อสอบ จำเลยที่ 1 ได้อาศัยความเชี่ยวชาญส่วนตัวแอบแก้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ส่งผลให้ผู้เข้าสอบ 3 ราย ได้คะแนนสูงลิ่วเกินจริงจนสอบผ่านข้อเขียนมาได้อย่างน่าอัศจรรย์

              ความแตกเมื่อกรมตำรวจสั่งตรวจกระดาษคำตอบของผู้สอบผ่านทั้งหมดซ้ำด้วย "มือ" อีกครั้ง ผลปรากฏว่าบุคคลทั้งสามทำข้อสอบถูกจริงเพียงไม่กี่สิบข้อและสอบตก แต่อาศัยการแก้โปรแกรมสั่งเครื่องคอมพิวเตอร์ให้พิมพ์คะแนนสูงขึ้นอย่างเป็นระบบเพื่อช่วยให้สอบผ่าน คดีจึงก้าวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

             ศาลฎีกาได้นำประมวลกฎหมายอาญามาวินิจฉัยความผิดของจำเลยแต่ละรายอย่างละเอียดแยกเป็นรายกระทง

             ในส่วนของจำเลยที่ 1 (เจ้าหน้าที่คุมเครื่องคอมพิวเตอร์) ศาลฎีกาพิจารณาจากพยานผู้เชี่ยวชาญและช่างเทคนิคที่ยืนยันตรงกันว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานเป็นปกติ ความผิดพลาดที่คะแนนสูงขึ้นอย่างมีระบบจึงเกิดจากพฤติกรรมทุจริตของมนุษย์ ศาลชี้ขาดว่าการแอบแก้ไขโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อบันทึกเทปข้อมูลคะแนน ซึ่งถือเป็นเอกสารราชการ เป็นความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานทำปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม (มาตรา 161, 265, 268) และเป็นการ ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามมาตรา 157

            นอกจากนี้ ในประเด็นเรื่องการรับเงิน ศาลฎีกาตรวจพยานหลักฐานพบว่า พี่สาวของผู้เข้าสอบรายหนึ่งได้ติดต่อผ่านคนรู้จักเพื่อเสนอเงินให้จำเลยที่ 1 จำนวน 250,000 บาท แลกกับการช่วยเหลือให้สอบผ่าน เมื่อผลสอบคอมพิวเตอร์ประกาศว่าผ่าน จึงมีการส่งมอบเงินสดกันจริง การกระทำนี้ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานเรียก รับ ทรัพย์สินโดยมิชอบ (มาตรา 149) อีกกระทงหนึ่งด้วย ศาลจึงสั่งลงโทษเรียงกระทงรวมจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 9 ปี

            สำหรับจำเลยที่ 2 (พี่เขยของจำเลยที่ 1) มีพฤติการณ์เป็น "นักวิ่งเต้น" คอยเรียกรับเงินจากผู้ปกครองของผู้เข้าสอบรายอื่นๆ รวม 2 ราย โดยรายแรกเรียกเงินไป 420,000 บาท และรายที่สองเรียกเงินไป 550,000 บาท แลกกับการไปจูงใจจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นน้องเขยให้แก้ไขคะแนนช่วยเหลือ แม้จำเลยที่ 2 จะหัวหมออ้างต่อศาลว่าเงินเกือบหลักล้านที่ได้รับมานั้นเป็น "เงินค่าเช่าพระสมเด็จ" ไม่ใช่เงินสินบน แต่ศาลฎีกาเห็นว่าข้ออ้างดังกล่าวลอยๆ ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ที่มีแคชเชียร์เช็คและเส้นทางการเงินมัดแน่น ศาลจึงตัดสินว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดฐาน คนกลางเรียกรับสินบน (มาตรา 143) รวม 2 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี (ลดโทษเหลือจำคุก 2 ปี 8 เดือน) พร้อมทั้งสั่งริบเงินของกลางจำนวน 150,000 บาทที่ได้มาจากการทำความผิด

             คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่าระบบเทคโนโลยีจะล้ำหน้าเพียงใด หากมนุษย์ผู้ถือตัวระบบมีเจตนาทุจริต กฎหมายอาญาก็พร้อมจะแกะรอยพฤติการณ์ลึกลงไปถึงเจตนาที่แท้จริง และลงโทษผู้เกี่ยวข้องทุกคนอย่างเด็ดขาด ทั้งเจ้าหน้าที่ผู้ลงมือทุจริตและนายหน้าคนกลางที่รับวิ่งเต้น เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์และระบบคุณธรรมของการสอบเข้ารับราชการไว้

 

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer

Visitors: 667,205