เมื่อกรรมการผับ ประมาทจนไฟไหม้ ศาลฎีกาชี้บริษัทต้องรับโทษอาญาด้วย

ฎีกาซานติก้าผับ เมื่อกรรมการประมาท จนไฟไหม้

ศาลฎีกาชี้บริษัทต้องรับโทษอาญาด้วย และบอสลับ ผู้บริหารจริงหนีความผิดไม่ได้ 

        คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8565-8566/2558 เป็นคดีประวัติศาสตร์จากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมเพลิงไหม้ "ซานติก้าผับ" (Santika Pub) ในคืนฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก

        ในทางกฎหมาย คดีนี้ได้วางแนวบรรทัดฐานสำคัญอย่างยิ่ง 2 ประการ คือ 1) การลงโทษทางอาญาแก่ "นิติบุคคล" ในความผิดที่เกิดจากความประมาทของกรรมการ และ 2) การเอาผิดกับ "ผู้บริหารที่แท้จริง" แม้จะไม่มีชื่อในหนังสือรับรองบริษัทก็ตาม

สรุปข้อเท็จจริงในคดี

         คดีนี้เกิดขึ้นในคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ภายในร้านซานติก้าผับ มีการแสดงดนตรีและกิจกรรมพิเศษ โดยจำเลยที่ 6 (บริษัทรับจัดระบบแสง สี เสียง) และจำเลยที่ 7 (กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท) ได้รับจ้างเข้ามาติดตั้งดอกไม้เพลิงเพื่อทำเอฟเฟกต์บนเวที

         เมื่อถึงเวลาแสดง เพลงเริ่มขึ้น ดอกไม้เพลิงหน้ากลองชุดถูกจุดขึ้นพร้อมกัน แต่ปรากฏว่าเอฟเฟกต์แรงและพุ่งสูงกว่าปกติ จนประกายไฟและสะเก็ดไฟลอยพุ่งขึ้นไปติดวัสดุบนเพดานของซุ้มเหนือเวทีจนเกิดเพลิงไหม้ลุกลามอย่างรวดเร็ว เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

          นอกจากนี้ ยังมีข้อพิพาทเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บริหารผับ โดยทางบริษัทเจ้าของผับได้เปลี่ยนชื่อกรรมการในเอกสารเป็นนาย ส. ไปแล้ว ทำให้จำเลยที่ 1 อ้างว่าตนเองไม่มีชื่อเป็นกรรมการผู้แทนนิติบุคคลตามกฎหมาย ฟ้องของโจทก์จึงขัดแย้งกันและเป็นฟ้องที่ไม่ชอบ

⚖️ ประเด็นข้อกฎหมายและการวินิจฉัยของศาลฎีกา

1. กรรมการทำผิดประมาท บริษัท (นิติบุคคล) ต้องรับโทษอาญาด้วย

         จำเลยที่ 6 (บริษัท) ต่อสู้ว่าตนเองเป็นเพียงนิติบุคคล ไม่มีสภาพบุคคลธรรมดาที่จะไปกระทำความผิดทางอาญาโดยประมาทได้ แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 6 มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการจัดระบบแสง สี เสียง และเวทีการแสดง

         การที่จำเลยที่ 7 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจไปรับจ้างติดตั้งดอกไม้เพลิงทำเอฟเฟกต์ในวันเกิดเหตุ จึงเป็นการกระทำ "ภายในขอบวัตถุประสงค์" ของบริษัท ย่อมต้องถือว่าการกระทำของกรรมการคือการกระทำของบริษัท

         เมื่อกรรมการกระทำความผิดทางอาญา (แม้จะเป็นความผิดที่เกิดจากการกระทำโดยประมาทก็ตาม) นิติบุคคลหรือบริษัทก็ต้องร่วมรับโทษทางอาญาด้วยเช่นกัน ศาลจึงพิพากษาลงโทษปรับจำเลยที่ 6 (บริษัท) และจำคุกจำเลยที่ 7 (กรรมการ) คนละ 3 ปี พร้อมสั่งให้ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย

2. "บอสลับ" ตัวจริง แม้ไร้ชื่อในทะเบียน ก็หนีความผิดไม่ได้ (ตัวแทนเชิด)

         ในส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขัดแย้งกัน เพราะตนเองไม่มีชื่อเป็นกรรมการในหนังสือรับรองแล้ว (มีชื่อนาย ส. เป็นกรรมการแทน) ศาลฎีกาได้นำหลักเรื่อง "ตัวแทนเชิด" ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1167 ประกอบเรื่องตัวแทนมาวินิจฉัย

          ศาลชี้ว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า บริษัทมีนาย ส. เป็นกรรมการตามกฎหมาย แต่มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้บริหารควบคุมดำเนินกิจการตามความเป็นจริง เท่ากับโจทก์ยืนยันว่าบริษัทได้เชิดนาย ส. ออกแสดงเป็นบังหน้า แต่จำเลยที่ 1 คือผู้มีอำนาจสั่งการสั่งการแท้จริงผ่านทางนาย ส. ฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว เพราะในทางธุรกิจ ผู้ที่เป็น "บอสลับ" หรือผู้บริหารตามความเป็นจริง ต้องร่วมรับผิดชอบต่อผลของการดำเนินกิจการนั้น ๆ ด้วย

 บทสรุปและอุทาหรณ์

         คำพิพากษาฉบับนี้เตือนสติผู้ประกอบการและกรรมการบริษัททุกคนว่า "ความเป็นนิติบุคคลไม่ใช่เกราะกำบังความผิดอาญา" หากกรรมการไปกระทำความผิดโดยประมาทในงานของบริษัท บริษัทก็ต้องโดนปรับและมีประวัติอาชญากรรมติดตัว และในขณะเดียวกัน การหัวหมอเปลี่ยนชื่อกรรมการในหนังสือรับรองเพื่อหนีความรับผิดชอบก็ใช้ไม่ได้ผล หากพิสูจน์ได้ว่าในความเป็นจริงคุณยังคงนั่งแท่นเป็นผู้บริหารและสั่งการอยู่เบื้องหลังครับ

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer

Visitors: 668,175